จั่วม่อผงกศีรษะ จากนั้นชี้ไปยังข้ารับใช้สองคนซึ่งถูกทำร้ายที่หน้าประตู กล่าวกับชิงเสี่ยวว่า “เจ้าเลือกวิชาเทพที่ไม่ยากนักสักวิชาหนึ่ง สอนให้แก่พวกมันเถอะ”
ข้ารับใช้ที่เหลือมีสีหน้าอิจฉาเลื่อมใส ถูกทุบตีจนสิ้นสติคราหนึ่ง แลกกับเทพวิชาแขนงหนึ่ง ไยมิใช่เป็นกำไรก้อนโต! พวกมันตกลงใจว่าต่อไปหากเผชิญหน้าศัตรู พวกมันจะไม่ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว
จั่วม่อจับตามองการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของข้ารับใช้เหล่านั้น มันในฐานะผู้นำขุมกำลังที่มีขีดความสามารถช่วงชิงแผ่นดินแห่งหนึ่ง ย่อมเชี่ยวชาญในการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชา ด้วยกุศโลบายลงโทษและปูนบำเหน็จอย่างเที่ยงธรรมให้เป็นเยี่ยงอย่าง มันแม้ไม่คิดเปลืองแรงกับข้ารับใช้เหล่านี้มากนัก แต่หลังจากปกครองและเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของม่ออวิ๋นไห่มานานปี สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความเคยชินที่ฝังลึกอยู่ในตัวมัน
จั่วม่อหันกลับมากล่าวกับเจ้าเมืองหวูเกอ “ค่อย ๆ เล่ามาให้ละเอียดเจ้าต้องไม่ข้ามสิ่งใดไป ทั้งอย่าได้ปิดซ่อนสิ่งใดไว้”
“โชคชะตาของตาเฒ่าหวูฉิน พลิกผันจากร้ายกลายเป็นดีเสียแล้ว”บุรุษกลางคนผู้หนึ่งทอดถอนใจ
“ตาเฒ่าผู้นี้ช่างมีโชควาสนานัก!” บุรุษที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของอิสตรีอยู่บ้าง หลังจากตะลึงงันไปนานอดทอดถอนชมเชยไม่ได้ สีหน้าทอแววแปลกพิกล
ทั้งสองเดิมทีเข้าใจว่าตระกูลหวูต้องไม่อาจรอดพ้นเคราะห์ร้ายครั้งนี้ไปได้ นึกไม่ถึงว่าอยู่ดีๆ กลับปรากฏยอดยุทธ์ที่ร้ายกาจอย่างน่ากลัวผ