“สูญเสียมากน้อยเท่าใด?”
?”
?” เจ้าสำนักเทียนหวนสอบถามไปอีกเรื่อง
ผู้อาวุโสที่รายงานเป็นคนแรกพอฟังต้องสั่นศีรษะอย่างขมขื่น กล่าวว่า “ล้วนหนีกันไปหมดแล้ว ไม่มีหลงเหลืออยู่แม้สักคนเดียว ทั้งกองทัพและทหารพิทักษ์หอถูกสังหารสิ้น การต่อสู้ดุเดือดรุนแรงยิ่ง ฝ่ายเราไม่มีผู้ใดถอยหนี”
ทั่วทั้งห้องประชุมเงียบกริบลงทันที
เจ้าสำนักเทียนหวนลอบถอนใจเบา ๆ กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม“เพิ่มบำเหน็จรางวัลให้แก่ผู้ตาย ถือเป็นการปลอบขวัญครอบครัวของพวกมัน”
จนบัดนี้ผู้คนเพิ่งค้นพบว่าม่ออวิ๋นไห่มิเพียงครอบครองสองในสิบยอดแม่ทัพแห่งแดนซิวเจ่อเท่านั้น พวกมันยังมีขุมกำลังระดับสูงจำนวนมาก ยอดยุทธ์ผู้ใช้พลังเทพเหล่านั้นเป็นขุมกำลังที่มากพอให้ขุมกำลังฝ่ายอื่น ๆ ต้องหวาดวิตก!
อย่าได้ดูแคลนม่ออวิ๋นไห่!
ถ้อยคำนี้แพร่ขยายออกไปดุจไฟลามทุ่ง
“ยังสามารถลงมือหรือไม่?”
แทบทุกคนสีหน้าทอแววประหลาดใจ แต่ละคนเงยหน้ามองดูผู้อาวุโสสูงสุด สีหน้าเคลือบคลุมด้วยความสับสนงงงวย
หรือว่ามิใช่
“พวกเจ้าล้วนผิดแล้ว!” ผู้อาวุโสสูงสุดสุ้มเสียงยังคงเย็นยะเยียบ“ครั้งนี้เป้าหมายของเราคือจงเต๋อ ไม่ใช่การช่วยเหลือหลีเซียนเอ๋อร์ แต่เป็นช่วยเหลือเทียนหวน!”
สีหน้าแต่ละคนยิ่งสับสนงุนงงกว่าเดิม
“บางทียามนี้เจ้าอาจสับสนงุนงง แต่ต่อไปในภายภาคหน้า พวกเจ้าจะกลายเป็นผู้นำรุ่นใหม่ของเทียนหวนเรา จะต้องมีความคิดเปิดกว้าง เปิดตาของเจ้าให้กว้าง อย่าได้ปล่อยให้อารมณ