ง หลีเซียนเอ๋อร์ไร้คุณค่าความหมายในมือของมัน จั่วม่ออดโกรธแค้นความละโมบโลภมากในใจมันไม่ได้ มันยังคงหลงโง่งม คิดใช้หลีเซียนเอ๋อร์เพื่อขูดรีดสิ่งของจากเทียนหวนอยู่เลย
เหวยเสิ้งคล้ายบังเกิดความรู้สึกบางประการ
แทบจะในเวลาเดียวกัน เสียงต่อสู้ดังขึ้นจากทางรอบนอกของค่ายทหาร กองพันภูตโลกันตร์มีการคุ้มกันแน่นหนาถึงที่สุด พวกมันไม่เพียงจัดตั้งอาคมหวงห้ามจำนวนมากไว้ทั่วบริเวณ แต่ละคนยังนอนหนุนอาวุธคู่ใจ เตรียมพร้อมรับศึกในทุกขณะจิต ไพร่พลลาดตระเวนเดินผ่านไปมาอยู่บ่อยครั้ง
ซือเพ่ยสีหน้าสงบนิ่ง ยังคงแสดงทีท่าไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด
กองทัพเมื่อมีการเตรียมการอย่างพรักพร้อม ศัตรูคิดบุกทะลวงเข้ามาไหนเลยง่ายดายดังใจนึก อย่าว่าแต่กองทัพที่ได้ชื่อว่าหฤโหดและแกร่งกร้าวดุจเหล็กกล้า ดังเช่นกองพันคุกภูตโลกันตร์
เหวยเสิ้งรั้งสายตากลับมา จ้องมองไปยังซือเพ่ย
ซือเพ่ยยังคงกร้าวกระด้างดุจหลอมสร้างจากศิลา แต่กับเหวยเสิ้งแล้วมันยังคงปฏิบัติด้วยอย่างสุภาพ “เหวยซือไม่ต้องเป็นห่วง เด็กๆ ของเราเหล่านี้มิใช่จะยอมให้ศัตรูทุบตีได้ตามอำเภอใจ”
เหวยเสิ้งเห็นอีกฝ่ายสุภาพเรียบร้อยถึงปานนี้ ต้องพยักหน้าพลางกล่าว “หากต้องการให้ข้าลงมือเพียงบอกมาคำเดียว ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจไป”
โดยทั่วไปแล้ว ทางเดียวที่เหวยเสิ้งจะไม่จำเป็นต้องลงมือ คือในกรณีที่ฝ่ายตรงข้ามนำกำลังมาไม่มากนัก
ซือเพ่ยเค้นรอยยิ้ม “ทราบแล้ว!”
คนทั้งสองไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีคว