แต่ละคนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าอันบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราดค่อยๆ คลายลงไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก กระทั่งอสูรผมสีส้มซึ่งพูดจ้อได้ทุกสถานการณ์ในยามนี้ยังเงียบกริบ
สายตาของพวกมันเหม่อมองไปยังสนามรบที่เปลี่ยนโฉมไปอย่างสิ้นเชิง เห็นซากศพกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกแห่งหน ไม่มีผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
ทุกผู้คนไม่มีอารมณ์จะกล่าววาจา กองทัพนี้เป็นอาหารสัตว์กระสุนปืนใหญ่ไม่ผิดแน่ แม่ทัพของพวกมันพื้นเพธรรมดา ขีดความสามารถของไพร่พลยังคงล้าหลังอยู่ในยุคสมัยแห่งพลังปราณ ยุทโธปกรณ์ของพวกมันเลวร้ายจนชวนสังเวช แต่กองทัพเช่นนี้กลับแสดงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันน่าชื่นชม ควรค่าต่อการนับถือเลื่อมใส พวกมันไม่มีใครถอยหลังแม้สักก้าว ไม่มีคนหลบหนี แม้รู้ว่าต้องตาย พวกมันก็ยังคงบุกเข้าหาอาคมหวงห้ามโดยไม่หวาดหวั่นกลัวเกรง
พวกหนานเยว่ไม่อาจพรรณนาความรู้สึกในยามนี้ได้
“ช่างเป็นกองทหารที่น่านับถือนัก” อสูรควันดำเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก สุ้มเสียงปนทอดถอนแสดงความเหน็ดเหนื่อยอย่างชัดแจ้ง
ทุกผู้คนอดพยักหน้าเห็นพ้องไม่ได้
“โอ้ พวกเจ้าดูเหมือนเผชิญศึกหนักไม่น้อย!” สุ้มเสียงของเหล่าโถวพลันดังขึ้นจากทางด้านหลังพวกมัน
ทุกคนหันขวับไปตามเสียง แล้วพลันสีหน้าแข็งทื่อ แต่ละคนปากอ้าตาค้างไป
เหล่าโถวดูราวกับคนลากเรือในแม่น้า ในมือลากโซ่ทองหยาบหนาเท่าลำแขนเส้นหนึ่ง มุ่งตรงมายังกลุ่มของหนานเยว่ด้วยท่วงท่าสภาวะเยี่ยงปรมาจารย์ยุทธ์
เหล่าโถว