ั่งอยู่เพียงลำพัง เหม่อมองไปในระยะไกลอย่างซึมเซา
“ท่านคิดอะไร?”
สุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้นที่เบื้องหลัง เห็นเซี่ยวเดินเนิบนาบเข้ามา ในดวงตาทอแววห่วงกังวล มันไฉนเลยจะไม่ทราบได้ สำหรับกู่เหลียงเตาแล้วการตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องยากเพียงใด
“ข้าก็ไม่รู้” กู่เหลียงเตาสั่นศีรษะ สุ้มเสียงแหบพร่าอยู่บ้าง “เซี่ยว เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”
“ไม่ว่าท่านจะเลือกอย่างไร” เซี่ยวยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ “ต่อให้ท่านต้องการทำลายซีเซวียน ข้าก็ไม่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า ขอเพียงท่านเบิกบานใจก็พอ”
กู่เหลียงเตาดวงตาฟื้นสติสัมปชัญญะเล็กน้อย หัวร่อออกมา “ข้าจะทำลายซีเซวียนไปเพื่ออะไร?”
“เช่นนั้นการรับช่วงซีเซวียน ก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำ” เซี่ยวกล่าวด้วยสีหน้าปลอดโปร่ง “อย่าได้กดดันตัวเองมากเกินไป ท่านหาใช่วีรบุรุษผู้กอบกู้ไม่ ซีเซวียนมีชะตากรรมที่ต้องดับสูญ ต่อให้ท่านรับปากจงเต๋อ พอถึงเวลาก็จะไม่มีซีเซวียนหลงเหลืออยู่อีก มีก็แต่กู่เหลียงเตา”
กู่เหลียงเตาสีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ยังคงเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัย “จงเต๋อไฉนเลือกข้า
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้” เซี่ยวแบมือ กล่าวอย่างอับจนปัญญา “ท่านก็ทราบด้วยศักดิ์ฐานะเสมียนชั้นต่าในซีเซวียนของข้า จะไปล่วงรู้เรื่องความลับระดับสูงเหล่านั้นได้อย่างไร”
กู่เหลียงเตาหัวร่องอหาย รอจนชั่วครู่ให้หลังค่อยสงบลง ฟื้นฟูสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ “ข้าหารือกับซวงอวี่มาแล้ว มันอยู่ในม่ออวิ๋นไห่ บอกว่