งสงบราบเรียบดึจเดิม “ข้าคิดอยู่แล้วว่าเจ้าต้องมาในไม่ช้า”
จั่วม่อตกตะลึงไปวูบหนึ่ง จากนั้นกลับเป็นสงบเยือกเย็นลงทันที ถามปัญหาที่คาใจมานาน “จงเซียนเซิงไฉนปฏิเสธเทียนหวน
จงเต๋อไม่ได้ตอบคำ แต่พลันกล่าวอย่างเคร่งเครียดเย็นชาว่า “นอกจากซือเพ่ย ทุกคนล้วนออกไปให้หมด”
เหล่าแม่ทัพนายกองไม่มีผู้ใดปริปากกล่าววาจา พากันล่าถอยไปเงียบๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม มีเพียงบุรุษหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างจงเต๋อไม่ขยับเคลื่อนไหว จั่วม่อทราบว่าคนผู้นี้ต้องเป็นซือเพ่ยที่จงเต๋อเอ่ยนาม ดูเหมือนว่าจะเป็นรองแม่ทัพของกองพันคุกโลกันตร์
จั่วม่ออดเพ่งพินิจบุรุษนามซือเพ่ยไม่ได้
ซือเพ่ยอายุไม่มากนัก ราว ๆ ยี่สิบแปดปีหรือมากกว่านั้นเล็กน้อย คนสูงตระหง่านกำยำ สีหน้าท่าทียะเยียบเย็นชา ใบหน้าปกคลุมด้วยรอยแผลตัดไขว้ไปมานับไม่ถ้วน แต่ยังพอเห็นเค้าว่ารูปโฉมดั้งเดิมหล่อเหลายิ่ง มันยืนอยู่เบื้องหลังจงเต๋อด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับรูปปั้น ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
เมื่อทุกคนออกไปหมดสิ้น จงเต๋อในที่สุดเอ่ยปากตอบคำ แต่มันพอกล่าวออกมา จั่วม่อถึงกับอกสั่นขวัญแขวน
“ซีเซวียนสุดที่จะเยียวยาแล้ว” จงเต๋อคล้ายกล่าวถึงเรื่องดินฟ้าอากาศที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมัน กระทั่งสีหน้ายังไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย “แม้ว่าจะมีเวลาอีกสิบปี ยังไม่อาจช่วยเหลือซีเซวียนได้”
จั่วม่อคิดไม่ถึงว่าจงเต๋อจะมองสถานการณ์ของซีเซวียนย่าแย่ถึงเพียงนี้ ได้แต