้สึกเป็นอย่างไรบ้าง?”
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อรู้สึกเบาใจลงบ้างคือพวกมันไม่พบพานสัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งแต่อย่างใดฃ หากทว่า หลังจากเหินบินอย่างต่อเนื่องอีกกว่าสี่ชั่วยาม ท่องทะยานผ่านระยะทางเกือบหมื่นลี้ ภาพที่เห็นยังคงเป็นทะเลแห่งป่าและมวลบุปผาซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดดังเดิม
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อกับพวกยิ่งอกสั่นขวัญแขวนยิ่งกว่า คือดวงอาทิตย์บนท้องฟ้ายิ่งนานยิ่งทวีความร้ายกาจมากขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะทุกสองชั่วยามทุกผู้คนต้องกลับลงสู่พื้น เพื่อให้จงหยูช่วยจัดการกับพลังอธิษฐานภายในร่างของพวกมัน
ดอกบัวแดงบนหน้าผากจงหยูยิ่งมายิ่งเจิดจรัส เมื่อผนวกกับใบหน้าซูบตอบของมัน ยิ่งดูลี้ลับพิสดารจนผู้คนใจสั่นสะท้าน
ดวงตาของจงหยูยิ่งลึกล้าสุดหยั่งถึงกว่าเดิม นับตั้งแต่ที่มันสำเร็จพลังอธิษฐาน พลังอธิษฐานของมันก็ไม่เคยเพิ่มพูนขึ้นมาก่อน พลังอธิษฐานแตกต่างจากพลังปราณหรือพลังเทพ เป็นสิ่งที่ไม่อาจฝึกปรือเพื่อสั่งสม
?”
?” ทารกหมอกวิญญาณถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “นั่นคือสิ่งใด
“กระทั่งค่ายกลลวงตาเจ้าก็ไม่รู้จักจั่วม่อมองดูทารกหมอกวิญญาณด้วยสีหน้าเหลือเชื่ออยู่บ้าง
เวลานี้เอง ผูเยาพลันสอดปากขึ้น “ในยุคบรรพกาลไม่มีค่ายกลลวงตา”
“ว่ากระไร??” คราวนี้จั่วม่อตกตะลึงอย่างสมบูรณ์ “เป็นไปไม่ได้!” สำหรับมัน ค่ายกลลวงตาเป็นหนึ่งในฝีมือพื้นฐานที่สุด เป็นทักษะเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทุกผู้คนไม่มีผู้ใดไม่รู้จักแน่นอนว่าหากเป็นค่ายกลลวงตาอันทรงอานุภ