ม่แนะนำให้ทำเช่นนั้น”
จั่วม่อพอฟังว่าลัญจกรตาหมอกเป็นสมบัติวิเศษจริง ๆ ต้องถูมืออย่างกระเหี้ยนกระหือรือ แทบกระโจนออกไปทันที แต่แล้วผูเยากลับเทน้าเย็นราดรดศีรษะมัน จึงอดถามอย่างงงงวยไม่ได้ “เพราะเหตุใด?”
“เหล่านักรบสัญลักษณ์ศึกเมื่อครั้งกระโน้น หากเทียบกับเจ้าในตอนนี้พวกมันแข็งแกร่งกว่าเจ้าไม่รู้ว่าเท่าใด แต่ลัญจกรตาหมอกไฉนยังคงอยู่ที่นี่จนกระทั่งถึงยามนี้เล่า??” ผูเยาย้อนถามแทนคำตอบ
จั่วม่อตัวแข็งทื่อ ใช่แล้ว เนิ่นนานปีถึงปานนี้ของสิ่งนี้ยังคงตั้งอยู่ในห้องโถงหมอก นักรบสัญลักษณ์ศึกมากมายกลับไม่มีผู้ใดหยิบฉวยมันออกไปได้ ของสิ่งนี้ย่อมไม่อาจรับมือได้โดยง่าย เสี่ยวม่อเกอแม้ละโมบโลภมาก แต่มันล่วงรู้ขีดจำกัดของตนเป็นอย่างดี อย่าได้เห็นว่ามันเป็นหนึ่งในผู้เข้มแข็งของโลกยุคนี้ แต่หากเทียบกับบรรดาตัวประหลาดอมนุษย์ในยุคบรรพกาล ซึ่งสามารถปลิดดาวลงจากท้องฟ้า คว้าจันทรามาอยู่ในอุ้งมือมันก็ไม่ต่างจากหิ่งห้อยประชันแสงสุริยา
?”
?” จั่วม่อตะลึงงัน
“ไม่รู้” ผูเยาสั่นศีรษะอีกรอบ ยืนยันเสียงหนักแน่น
จั่วม่ออยากร่าไห้แต่ไร้น้าตา มันล่วงรู้ว่าที่นี่คือห้องโถงหมอก ล่วงรู้ว่าลัญจกรตาหมอกเป็นสมบัติวิเศษ แต่กลับไม่ทราบว่าจะออกไปได้อย่างไร… … สิ่งที่สำคัญที่สุด มันกลับไม่รู้
เห็นสายตาหยามเหยียดของจั่วม่อ ผูเยากระแอมไอพลางกล่าวอย่างจนปัญญา “หลายสิ่งหลายอย่างในยุคบรรพกาลหายสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์ กระทั่ง