งกล่าวโดยไม่ลังเล
หลีเซียนเอ๋อร์พลันฉุกคิดถึงปัญหาประการหนึ่ง “กองพันบาปเคราะห์เป็นกองทัพแปลกประหลาดที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน หากประสบความสูญเสีย ไม่ทราบว่าพวกมันจะเสริมกำลังพลอย่างไร?”
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงงงงันวูบ จากนั้นสีหน้าทอแววปิติยินดี “ใช่แล้ว! กองพันบาปเคราะห์ไม่อาจเสริมกำลังคนได้อีก คราครั้งนี้กองพันบาปเคราะห์เท่ากับสิ้นพิษสงแล้ว แม้ว่าเปี๋ยหานจะครอบครองยุทธภัณฑ์เทพรูปแบบอาภรณ์ มันก็ไม่มีกองพันบาปเคราะห์อีกทัพหนึ่ง! เมื่อปราศจากกองพันบาปเคราะห์ ความแข็งแกร่งของเปี๋ยหานย่อมต้องลดน้อยลงไปมากวิธีการต่อสู้ของเปี๋ยหานแม้ร้ายกาจ แต่ก็เท่ากับว่ากองทัพที่เหมาะสมกับมันมีเพียงกองพันบาปเคราะห์เท่านั้น”
“กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นี่หมายความว่าม่ออวิ๋นไห่ไม่ได้ประโยชน์อันใดเลยรึ?” หลีเซียนเอ๋อร์สีหน้างงงวย “แล้วพวกมันจะเปิดศึกไปเพื่ออะไรกัน? ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหานี้เปี๋ยหานจะไม่เคยครุ่นคิดไว้บ้างหรือ?”
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงรอยยิ้มบนใบหน้าถึงกับแข็งค้าง
“พวกมันจะต้องมีวิธีเสริมกำลังพลของกองพันบาปเคราะห์อย่างแน่นอน” หลินเชียนสุ้มเสียงหนักแน่น เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจอย่างเต็มที่มันมุ่งความสนใจอยู่ที่จั่วม่อมาโดยตลอด ความเข้าใจของมันที่มีต่อคนผู้นี้นับว่าเหนือล้ากว่าผู้อื่นมาก ในภาพจำของมัน แผนการที่จะนำมาซึ่งความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเช่นนี้ จั่วม่อไม่มีวันกระทำเป็นอันขาด
เสวียตงขมวดคิ้ว “หรือว่าพวกมันย