ับแค้นขุ่นเคืองอันใด “ยามนี้มันแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก”
“หากเทียบกับศิษย์พี่เล่า?” หลีเซียนเอ๋อร์ซักไซ้อย่างจงใจ
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงแย้มยิ้ม แต่ไม่ตอบคำ
“ศิษย์พี่ บอกข้าหน่อย บอกหน่อยน่า!” หลีเซียนเอ๋อร์คว้าแขนเสื้อของกงเหยี่ยเสี่ยวหรง เขย่าแรง ๆ ไม่หยุด คนทั้งสองเติบใหญ่มาด้วยกันเปรียบประดุจพี่น้องร่วมอุทรก็มิปาน
กงเหยี่ยเสี่ยวหรงใบหน้าทอแววรักใคร่เอ็นดูระคนอับจนปัญญา และในเวลาเดียวกัน ดวงตาพลันสาดประกายด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ แต่สุ้มเสียงยังคงสงบราบเรียบ “กงซุนชาช่างแกร่งกล้าเกรียงไกรโดยแท้”
หลีเซียนเอ๋อร์งงงันวูบ เห็นกันอยู่ว่าพวกมันกำลังกล่าวถึงม้าฝานศิษย์พี่ไฉนไพล่ไปเอ่ยถึงกงซุนชาเสียได้
“ม้าฝานและแม่ทัพนายกองอื่น ๆ ล้วนเป็นกงซุนชาฝึกอบรมขึ้น นี่เป็นเหตุผลที่ข้าบอกว่ากงซุนชาช่างแกร่งกล้าเกรียงไกรนัก” กงเหยี่ยเสี่ยวหรงขยายความ “ทางด้านนี้เกรงว่าไม่มีผู้ใดเปรียบเทียบกับกงซุนชาได้แม้แต่เสวียตงแห่งคุนหลุนก็ไม่สามารถ กงซุนชาคนเดียวเทียบเท่ากับยอดแม่ทัพสองคน”
หลีเซียนเอ๋อร์เห็นศิษย์พี่ชื่นชมกงซุนชาเป็นอย่างมาก อดทำปากยื่นไม่ได้ “เช่นนั้นมันไฉนถูกจัดลำดับอยู่ต่ากว่าเสวียตง
“เมื่อบรรลุถึงระดับนี้ ช่องว่างระหว่างคนทั้งสองความจริงน้อยนิดมากอยู่แล้ว หากยังไม่ได้ต่อสู้กัน ยากจะบอกได้ว่าผู้ใดแพ้ผู้ใดชนะ และต่อให้พวกมันลงมือต่อสู้กันจริง ๆ ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่จะส่งผลต่อแพ้ชนะและมีอีกหลายปัจจัย