“พวกมันมากันแล้ว” เหนียนลู่เปรยเบา ๆ ด้วยสีหน้าหดหู่ “สองจอมปิศาจด่านไสว้ กองทัพใหญ่ ไอ๊หย่า จู่ ๆ ข้าก็รู้สึกว่าแรงกดดันเริ่มจะหนักหนาสาหัสขึ้นมาทันที!”
ม้าฝานเอนกายเหยียดยาว ศีรษะหนุนท่อนแขน ปากเคี้ยวก้านหญ้าเหม่อมองไปยังท้องฟ้าอย่างซึมเซา ดูคล้ายวาจาของเหนียนลู่ไม่ได้ผ่านเข้าหูแม้สักครึ่งคำ
เหลยเผิงกล่าวเสียงดังสนั่น “ทราบหรือไม่ว่าเจ้าไฉนรู้สึกเช่นนี้?”
?”
“อา ดังนั้นเราจึงใช้คำกล้ามใหญ่ไร้สมองมาบรรยายตัวเจ้า!” เหนียนลู่ตีฝีปากตอบโต้อย่างไม่ลดละ
เหลยเผิงกล่าวอย่างทระนงถือดี “สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือดูเหมือนอิสตรีแต่อกแบนราบ”
เหนียนลู่เดือดดาลขึ้นมาทันที “เจ้าสิดูเหมือนอิสตรี! ข้าหล่อเหลาองอาจ! เจ้าคนมีตาแต่ไร้แววซ้ายังปากสุนัขไม่มีงาช้างงอกเงย ข้าว่าเจ้ารำคาญในการมีชีวิตสืบต่อแล้วกระมัง!”
เหลยเผิงกระดิกนิ้วก้อย กล่าวปนหัวร่อเยาะหยัน “เข้ามา! มาต่อยตีให้รู้แน่ชัดกันไป! หากเจ้าไม่กล้า เจ้าก็เป็นดรุณีน้อย!”
เหนียนลู่เดือดดาลทะยานฟ้า กู่คำรามเสียงดังสนั่น “เจ้าสิดรุณีน้อย!”
จากนั้นทั้งสองเริ่มต่อสู้เป็นพัลวันโดยไม่มีคำที่สอง
ม้าฝานปากเคี้ยวก้านหญ้า ไม่แยแสสนใจคนบ้าทั้งสองที่ต่อสู้อย่างดุเดือดอยู่รอบ ๆ มัน สายตาเกียจคร้านมองไปบนท้องฟ้าด้วยสีหน้าสุขสราญ
ชั่วครู่ให้หลัง มันค่อยลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นผงบนร่าง ถ่มก้านหญ้าออกจากปาก แล้วกล่าวอย่างเฉื่อยชา “ไปกันเถอะ เลิกเล่นวุ่นวายกันได้แล้ว เร