็นคนปัญญาอ่อนผู้หนึ่ง แต่ไม่ว่าผู้ใดก็มิอาจไม่ยอมรับ ว่าพวกมันนับถือเลื่อมใสความเหี้ยมหาญของเซี่ยวม่อเกอยิ่งบรรดายอดยุทธ์ที่กระเหี้ยนกระหือรือบัดนี้พากันสงบปากสงบคำ พวกมันล้วนเป็นบุคคลอันชาญฉลาด ทราบดีว่าบุคคลอันบ้าระห่าเช่นเซี่ยวม่อเกอไม่อาจตอแยได้โดยง่าย
มันเป็นคนที่กล้าเข่นฆ่าทุบตีผู้อาวุโสอสูรอย่างเมามัน อย่าว่าแต่มันยังไร้เหตุผลยิ่ง… …
เหล่าผู้อาวุโสอสูรรับฟังวาจาโอหังบังอาจของเซี่ยวม่อเกอ พากันเดือดดาลทะยานฟ้า แต่พอพวกมันมองเห็นไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์หลายร้อยลูกลอยนิ่งอยู่เบื้องหลังเซี่ยวม่อเกอที่กำลังแสยะยิ้ม ใบหน้าพลันกลับกลายเป็นเขียวคล้า!
“ลงนรกไปเสียเถอะ! เจ้าพวกปัญญาอ่อน!”
จั่วม่อสะบัดมือวูบ คลื่นไข่มุกเทพหยินประลัยกัลป์ระลอกใหม่ซัดตรงเข้าหาเหล่าผู้อาวุโสเผ่าอสูรราวกับเมฆดำคร่าชีวิต
หมิงเยวี่ยเยี่ยดวงตาทอประกายเดือดดาลสุดระงับวูบหนึ่ง นางพลันหันไปย่อกายคารวะผู้อาวุโสชุดเขียวที่ข้างกาย กล่าวอย่างนอบน้อม “ผู้อาวุโสเยี่ย รบกวนท่านแล้ว!”
ผู้อาวุโสชุดเขียวนั้นรูปร่างผอมสูง สีหน้าเฉื่อยชา คล้ายมองไม่เห็นท่าประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมของหมิงเยวี่ยเยี่ยก็มิปาน เพียงตอบเบาๆ คำหนึ่ง “อืมม์”
ท่ามกลางเหล่าผู้อาวุโสอสูรที่มีสารรูปทุลักทุเล คนผู้นี้สะดุดตายิ่ง ไม่เพียงบนร่างไม่แปดเปื้อนฝุ่นละออง สีหน้ายังคงราบเรียบเฉื่อยชา ราวกับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดกับมัน