มันไม่ล่วงรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด อาจบางทีเพียงชั่วครู่ชั่วยามหรืออาจเนิ่นนานนับปี
เมื่อจั่วม่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง บางสิ่งคล้ายไหลรินลงมาตามสองข้ามแก้มของมันโดยไร้เสียง หลายสิ่งหลายอย่างถูกฝังลงในใจมัน มากมายเสียจนมันจำเป็นต้องใช้เวลาในการชำระสะสาง แต่ดวงตาพร่ามัวของมันเพียงมองดูเงาร่างบอบบางซึ่งเฝ้าพิทักษ์อยู่ไม่ห่างกายอย่างเงียบเชียบ
ดวงตาพร่ามัวของมันค่อย ๆ กลับเป็นกระจ่างสุกใส ราวกับว่ามันฟื้นตื่นจากความฝันกลับคืนสู่ความเป็นจริง จิตใจของจั่วม่อสงบราบคาบลงอย่างช้า ๆ
มันพลันยื่นมือออกไปลูบศีรษะอากุ่ย
มองดูใบหน้าแข็งทือดุจท่อนไม้ของอากุ่ย จัวม่อประกายตาทอแววนุ่มนวล แต่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ริมฝีปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้มอันเฉิดฉัน กล่าวเบา ๆ ว่า “กุ่ยกุ่ย คราวนี้ถึงตานายน้อยปกป้องเจ้าบ้างแล้ว!”
จั่วม่อลุกขึ้นยืน ท่วงท่าสภาวะของมันกลายเป็นยิ่งลึกล้าสุดหยั่ง เศษเสี้ยวความทรงจำส่วนใหญ่ที่ฟื้นคืนมานั้นเต็มไปด้วยความโศกสลด เย็นเยือกและสิ้นหวังอับจน ทว่าจั่วม่อในปัจจุบันก็ห่างไกลจากเด็กชายที่อ่อนแอและใช้การไม่ได้ผู้นั้นมาก
มันขัดเกลาตัวเองผ่านการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน เคยตกอยู่ในห้วงความเป็นความตายหลายครั้งหลายครา มันเป็นบุคคลที่สร้างม่ออวิ๋นไห่ขึ้นจากศูนย์ด้วยกำลังของตนเอง!
ความเจ็บปวด ความโศกเศร้าและความสิ้นหวังอับจนในความทรงจำเก่าก่อน กลับยิ่งช่วยให้มันเติบใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
แม้ว่ามันยังคงรู้สึก