“ผู้น้อยหมิงเยวี่ยเยี่ย มิทราบว่าท่านปรมาจารย์เซียวอวิ๋นไห่อยู่ที่นี่หรือไม่?” นางงามปานเทพธิดาเอื้อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ แม้ว่าสีหน้าท่าทีเปี่ยมด้วยไมตรีจิต แต่กอรปด้วยพลังสภาวะแกร่งกร้าวเกรียงไกร ยากที่ผู้คนจะปฏิเสธได้
สุ้มเสียงสงบราบเรียบคล้ายดังแว่วมาจากส่วนลึกของราตรีมืดดำ“ท่านปรมาจารย์ไม่มีเวลาว่าง โปรดกลับมาใหม่ในอีกสามวันให้หลังดีหรือไม่?”
แสงทองสาดส่องที่เส้นขอบฟ้า ความมืดมิดของรัตติกาลถูกแสงสว่างของรุ่งอรุณขับไล่ไปทีละน้อย ทว่าเขิงเหลียนเอ๋อร์ผู้อยู่กลางฉากนั้นกลับ
คล้ายเป็นความว่างเปล่าอันไร้ก้นบึ้ง นางยืนชดช้อยกระโปรงแดงยาวระพื้น ท่วงท่าสภาวะแตกต่างจากหมิงเยวี่ยเยี่ยอย่างสิ้นเชิง คล้ายมีคล้ายไม่มี ยากจะจับต้องได้
ไคว่อานใบหน้าร้อนผ่าวอยู่บ้าง มันเป็นจอมปิศาจด่านไสว้ผู้หนึ่ง แต่เพียงแรกพบหน้ากลับถูกพลังสภาวะของอีกฝ่ายสะกดข่มเอาไว้ รู้สึกเสื่อมเสียหน้านัก
“ได้ยินมานานว่าคุณหนูเขิงเป็นวีรสตรีจากตระกูลเลื่องชื่อ วันนี้ได้พบพาน นับว่าสมดังคำร่าลือโดยแท้” หมิงเยวี่ยเยี่ยกล่าวอย่างยิ้มแย้มดวงตากระจ่างดุจดวงดา ฟันขาวเป็นประกาย ชวนให้ผู้คนใจสั่นหวั่นไหว
เขิงเหลียนเอ๋อร์แย้มยิ้มจาง ๆ “ข้าไหนเลยจะเทียบกับหมิงเจี่ยเจียท่านได้ ยอดวีรสตรีใต้หนึ่งเหนือหมื่น พลังอำนาจในมือท่าน เพียงเอ่ยคำเดียวเกรงว่าจะมีวีรบุรุษนับไม่ถ้วนยินยอมบุกน้าลุยไฟเพื่อท่าน”
หมิงเยวี่ยเยี่ยหัวร่อเบา ๆ หันไปเพ่ง