กขึ้นเทียบกับรากฐานอันล้าลึกของพวกเราได้
“แล้วอาภรณ์ทูตสวรรค์เล่า?” เป้ยเซียงยังรีรอลังเล
“กล่าวถึงที่สุดแล้วมันเป็นเพียงแค่ยุทธภัณฑ์เทพเทียมเท่านั้น” โฮ่วฟงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “คราครั้งนี้ทางสำนักทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังมหาศาลในที่สุดค้นพบสถานที่บางแห่งซึ่งอาจเป็นซากโบราณสถานจากยุคบรรพกาล แผนการขั้นต่อไปของสำนักก็คือสำรวจซากปรักหักพังเหล่านี้เพื่อเสาะหายุทธภัณฑ์เทพ การค้นหาทั้งหมดจะอยู่ในภพเซียนของพวกเรา ไยต้องเสี่ยงอันตรายเปลืองแรงถึงเพียงนี้อีก?”
“ความคิดอันประเสริฐ! ซากโบราณสถานจากยุคบรรพกาลสมควรมีอยู่ไม่น้อย เชื่อว่าจะต้องมียุทธภัณฑ์เทพสักเล่มสองเล่มอยู่เป็นแน่” เป้ย
?”
“กลับสำนัก?”
โฮ่วฟงกล่าวอย่างฮึกเหิม “ยุคสมัยแห่งพลังเทพถูกกำหนดให้เป็นยุคสมัยของคุนหลุน!”
… …
คุนหลุนถอนตัวจากสมรภูมิอย่างเงียบเชียบ ไม่ได้ก่อให้เกิดคลื่นลมใดๆ นอกจากขุมกำลังที่มีหน่วยสืบสวนที่เก่งกาจและบุคคลอันชาญฉลาดไม่กี่คนแล้ว ทุกผู้คนล้วนไม่ล่วงรู้เรื่องนี้ กระทั่งผู้ที่ล่วงรู้นอกจากแปลกใจเล็กน้อยแล้ว ก็หาได้กังวลสนใจไปมากกว่านั้นไม่
เนื่องเพราะทุกสายตาถูกตรึงแน่นอยู่กับศึกสะท้านฟ้าระหว่างสองยอดยุทธ์พลังเทพที่นอกเมือง
การที่ได้ชมดูการต่อสู้ของผู้ใช้พลังเทพด้วยสายตาตัวเอง ช่างแตกต่างจากที่เห็นในภาพมายาอย่างสิ้นเชิง พลังที่พวกมันขับเคลื่อนคล้ายสามารถทลายโลก ความกดดันที่ทำให้ผู้คนหายใจไม่ออกดูราวกับไม่
นั่นคืออาน