ดอย่างขุ่นแค้น “เว่ย ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งแล้วอย่าเรียกข้าว่าเสี่ยวม่อม่อ!”
ผูเยาพยักหน้าพลางกล่าว “บุปผาฟ้าครามของเด็กหญิงนั้นร้ายกาจไม่เบา แต่ทว่าพวกตระกูลชิงฮวาในสมองใช่มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่? ผู้มีพรสวรรค์สูงล้าถึงเพียงนี้ พวกมันกลับปล่อยออกมาท่องเที่ยวโดยไม่มีการป้องกันอันใดเลยหรือ? หรือไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องกับนาง?”
“บางทีนางอาจลอบหลบหนีออกจากบ้านเพื่อตามหาเสี่ยวม่อม่อของเรา… …” เว่ยสอดคำ
จั่วม่อเค้นเสียงลอดไรฟัน “เว่ย ข้าบอกว่าอย่าเรียกข้าเสี่ยวม่อม่อ…”
ในเวลานี้เอง ผูเยาลูบคางพลางกล่าวอย่างจริงจัง “อาจั่ว เจ้าล่อลวงนางมาด้วยไม่ดีรึ? รับนางไว้ข้างกายเสียเลย ข้ารับรองว่าภายในครึ่งปี ข้าสามารถเพาะสร้างยอดยุทธ์ผู้หนึ่งให้แก่เจ้า”
จั่วม่อค่อยซาบซึ้งไปถึงทรวง สนทนากับตาเฒ่าไร้ยางอายสองคนนี้ไปก็มีแต่จบสิ้นเท่านั้น
มันตกลงใจเมินเฉยต่ออสูรปิศาจเฒ่าจอมวายร้ายทั้งสอง หันไปให้ความสนใจการต่อสู้ที่ทางเข้าตลาดสืบต่อ
อากาศธาตุโดยรอบคู่ต่อสู้ทั้งสองบัดนี้เริ่มบิดเบี้ยวและปริแตก จุดแสงเย็นเยียบสุกสว่างดั่งดวงดาว มวลบุปผาฟ้าครามลอยละลิ่วเข้าหาจุดแสงเย็นเยือกอย่างไม่อาจฉุดรั้ง ประหนึ่งว่าถูกดึงดูดด้วยพลังวังวนอันรุนแรงขุมหนึ่ง
การสวนกลับของกระบวนท่าหอกทำให้ชิงฮวาเสวี่ยอัศจรรย์ใจอยู่บ้าง แต่นางไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อยนิด สมาธิจิตใจของนางจดจ่อถึงขีดสุด
นางแผ่กางสองแขน เหยียดหลังตรง ทรวงอกอิ่