อบนาง เป็นไร ข้าจะจดหมายถึงบิดาเจ้า ช่วยกล่าวแทนให้แก่เจ้าสักคำดีหรือไม่”
ซือกงจื้อปิติยินดียิ่ง รีบค้อมกายคารวะอย่างซาบซึ้ง “ผู้หลานขอบคุณท่านอา!”
ทังเฉินประคองซือกงจื้อลุกขึ้น “ข้ากับบิดาเจ้าสร้างความสัมพันธ์ผ่านประสบการณ์เสี่ยงชีวิตนับครั้งไม่ถ้วน ข้าเห็นว่าเจ้าเป็นหลานชายแท้ๆ ของข้า ไม่จำเป็นต้องมากมารยาท” จากนั้นกล่าวอย่าเคร่งเครียด “มีเรื่องบางประการจำต้องกระตุ้นเตือนบิดาเจ้า”
ซือกงจื้อรีบกล่าว “ท่านอาโปรดบ่งบอก”
หลังจากเงียบงันไปชั่วอึดใจ ทังเฉินกล่าวเสียงหนักอึ้งเคร่งขรึม “บิดาเจ้าคงทราบเรื่องวิหารเทพปิศาจแล้วกระมัง ข้าเห็นว่าบิดาเจ้ายุ่งวุ่นวายอยู่กับการจัดตั้งขุมกำลัง หากเป็นในอดีต นี่เป็นทางเลือกที่ถูกต้อง แต่ยามนี้เกรงว่าจะไม่เหมาะนัก”
ซือกงจื้อมีสีหน้าไตร่ตรอง “ท่านอาหมายความว่าสมควรให้ความสำคัญกับพลังเทพมากกว่านี้ใช่หรือไม่?”
“ถูกแล้ว!” ทังเฉินผงกศีรษะ “เจ้าก็เคยเห็นพลานุภาพของพลังเทพแล้ว นี่เป็นพลังยุทธ์ที่กล้าแข็งกว่าทักษะปิศาจ พลังปราณและศาสตร์อสูรเทพปิศาจเพียงหนึ่งตนก็เพียงพอจะเข่นฆ่าสังหารบรรดาสมณะอาวุโสวัดเสวียนคงทั้งขบวน นี่เป็นพลังเชิงกลยุทธ์ที่สามารถเปลี่ยนพลิกสถานการณ์ของใต้หล้า เจ้าสมควรทราบกระจ่างถึงพลังอำนาจของขบวนผู้อาวุโสวัดเสวียนคง จะมีสักกี่ขุมกำลังกันที่สามารถยกขึ้นเทียบกับพวกมันได้?”
ทังเฉินไม่ปล่อยให้ซือกงจื้อมีเวลาได้ขบคิดตาม กล่าวสืบต่อว่า
“ในเวล