านี้เจ้าไม่อาจถูกทิ้งล้าหลัง! ทางด้านนี้ผู้ที่สามารถก้าวนำอยู่เบื้องหน้าจึงจะมีเปรียบ วิหารเทพปิศาจเป็นศัตรูตัวฉกาจสำหรับทุกผู้คน”
ซือกงจื้อมิใช่บุตรหลานล้างผลาญ มันแม้กรุ้มกริ่มกรุยกราย แต่มีความเข้าใจเรื่องการศึกสงคราม มันเห็นพ้องกับทังเฉิน แต่ยังคงฝืนยิ้ม“เรื่องนี้มิใช่ว่าท่านพ่อไม่ต้องการ แต่ท่านไม่อาจล่วงล้าผ่านประตูเข้าไปได้ ผู้หลานทราบว่าท่านพ่อเริ่มก่อตั้งวิหารเทพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ผลที่ได้ยังคงไม่สู้ดีนัก”
“วิหารเทพปิศาจหลบซ่อนตัวและพัฒนาตัวเองยาวนานกว่าสองร้อยปี แน่นอนว่าย่อมมิใช่เรื่องง่ายดาย” ทังเฉินกล่าว “บางทีเจ้าอาจแสวงหาความก้าวหน้าจากหนทางอื่น”
ซือกงจื้อฉลาดปราดเปรื่อง หลังจากขบคิดแวบหนึ่งพลันเข้าใจความหมายในประโยคนั้น “ท่านอากำลังกล่าวถึงเซี่ยวม่อเกอกระมัง?”
“มิผิด!” ถังเฉินมีสีหน้าชมเชย “พวกเซี่ยวม่อเกอทั้งสามล้วนถือครองมรดกเคล็ดวิชาพลังเทพ พวกมันแม้ไม่อ่อนด้อย แต่หากเทียบกับวิหารเทพปิศาจนับว่ายังรับมือง่ายกว่ามาก หากพวกเราทุ่มเทกำลังเข้าจัดการ มีความเป็นไปได้มากว่าเราอาจได้รับสิ่งที่ปรารถนาเสียที”
“เซี่ยวม่อเกอราวกับภูตผีตนหนึ่ง ยามนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ร่องรอยของมัน” ซือกงจื้อเพ่งตามองทังเฉินตลอดเวลา เมื่อสังเกตพบรอยยิ้มที่แทบมองไม่เห็นจุดขึ้นที่มุมปากของทังเฉิน พลันสะท้านขึ้น “นอกเสียจากว่า……”
ทังเฉินมีสีหน้ากระหยิ่มยินดี “ข้าเฝ้าจับตาดูเซี่ยวม่อเกอมาโดยตลอ