ังเดินทางมาถึงเช่นกัน”
ขณะที่มันกำลังกล่าววาจา เห็นผู้คนขบวนหนึ่งมุ่งมาจากประตูใหญ่ตรงเข้าสู่ตำหนัก ผู้นำอยู่ด้านหน้าสุดเป็นบุรุษหนุ่มซึ่งใบหน้าเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ใบหน้าหล่อเหลาประดุจหยกของมันเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น เมื่อเข้าสู่ตำหนัก ก็มุ่งตรงมายังแถวหน้าซึ่งเป็นที่นั่งของเหล่าอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติในงานเลี้ยง
ผู้คนพากันขยับเปิดทางให้แก่มันโดยไม่รู้ตัว
“ท่านอาทัง!” บุรุษหนุ่มเรียกหาพลางค้อมกายคารวะต่อทังเฉิน
ทังเฉินหัวร่ออย่างปลอดโปร่ง กล่าวว่า “มามา เข้ามาใกล้ ๆ มาให้เราผู้เป็นอาชมดูเจ้าสักครา วีรบุรุษก่อเกิดแต่เยาว์วัยโดยแท้! อาตี๋มีบุตรชายอันประเสริฐเยี่ยงเจ้า ช่างน่าอิจฉาเลื่อมใสนัก!”
อาตี๋? เสียงซุบซิบถกเถียงแผ่วเบาดังขึ้นในกลุ่มคน ผู้คนพากันคาดเดาว่าผู้ที่ถูกเรียกหาอย่างสนิทสนมว่าอาตี๋นี้ แท้ที่จริงคือผู้ใด
“ท่านพ่อมักจะบ่นถึงท่าน แต่น่าเสียดายที่เรื่องราวรัดตัว หลายปีมานี้ไม่อาจปลีกตัวมาเยี่ยมเยียนท่านอาทัง ท่านพ่อในใจรู้สึกผิดไม่น้อย” ซือกงจื้อ (คุณชายซือ) กล่าวอย่างสุภาพนอบน้อม
“โอ้!” ทังเฉินบนใบหน้าปรากฏร่องรอยหวนรำลึก จากนั้นกล่าวด้วยอารมณ์ความรู้สึกว่า “เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน!”
จากนั้นพลันหัวร่อออกมา “วันที่ดีเช่นนี้กล่าวเรื่องหม่นหมองไปทำอะไร” กล่าวจบคำ มันก็หันเข้าหาผู้คนทั่วตำหนัก ผายมือไปทางบุรุษหนุ่มกล่าวด้วยเสียงดังฟังชัด “ท่านทั้งหลาย ขอแนะนำให้รู้จัก นี