“อ้อ” ปิศาจร่างสูงใหญ่กำยำหมุนตัวอย่างฉับพลัน มีรอยตรารูปเคียวสีแดงสดสองรอยพาดอยู่บนใบหน้าเรียวบางของมัน ดวงตาสีฟ้าจางหรี่แคบเล็กน้อย ก่อนจะทรุดกายนั่งลงบนบัลลังก์ที่สลักเสลาอย่างวิจิตรงดงาม
บนใบหน้าของมันประดับด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย ทว่าไม่มีร่องรอยของความอบอุ่นอยู่เลยแม้แต่น้อยนิด
“วัดเสวียนคงล้มเหลวอย่างแท้จริง จนกระทั่งถึงยามนี้พวกมันยังไม่อาจก้าวล่วงเข้าสู่ประตูแห่งพลังเทพ แต่ยังกล้ามุ่งเป้ามายังพวกเราเผ่าปิศาจ ช่างเหิมเกริมนัก หลายพันปีมานี้ซิวเจ่อตกต่าลงมากถึงเพียงนี้เชียวรึ?”
รอยยิ้มของมันกลับกลายเป็นรอยยิ้มเหยียดหยามอันเย็นยะเยือก
“อาจเป็นเพราะพวกมันเป็นผู้กำชัยในมหาสงครามครั้งนั้น” สุ้มเสียงนี้ดังมาจากในมุมด้านหนึ่ง ผู้กล่าววาจาทั้งร่างปกคลุมด้วยเกราะหนา ร่างกำยำล่าสันปานยักษ์ปักหลั่น บนหน้าผากมีนอแรดอันน่าสะพรึงกลัวงอกเงยออกมา ท่วงท่าสภาวะโอ่อ่าอาจหาญ สุ้มเสียงลึกล้าเปี่ยมพลัง
“เรื่องนี้ช่วยไม่ได้จริง ๆ ผู้ใดใช้ให้พวกเราเป็นฝ่ายปราชัยกันเล่า ผู้พ่ายแพ้ย่อมต้องคิดอ่านวางแผนช่วงชิงสิ่งที่เคยสูญเสียไปกลับคืนมา”
ปิศาจหนุ่มซึ่งเอนกายอยู่กลางอากาศกล่าวด้วยสีหน้าไม่อินังขังขอบกล่าวคำหนึ่งก็โยนองุ่นสีแดงเลือดเข้าปากลูกหนึ่ง มันมีท่าทางปลอดโปร่งผ่อนคลาย กล่าวเสียงอู้อี้ว่า “อย่าได้คิดว่าจะส่งข้าไป ข้าตอนนี้อยู่ในอารมณ์เกียจคร้านยิ่ง ไม่อยากจะเที่ยววิ่งแล่นไปที่ใด นอนหลับให้สาสมใจอา