เยายังเงียบงันไปเป็นเวลานาน พลังอำนาจระดับนั้นเหนือความคาดหมายของมัน ฝ่ายตรงข้ามเห็นได้ชัดว่าก้าวล้านำหน้าพวกมันไปมาก นี่ทำให้กระทั่งผูเยายังท้อแท้หดหู่ใจ
แต่สิ่งที่ผูเยาคาดคิดไม่ถึงยิ่งกว่าก็คือ จั่วม่อเมื่อฟื้นตื่นจากอาการตะลึงลานชั่วขณะ สิ่งแรกที่มันกระทำกลับเป็นการเริ่มฝึกปรือพลังเทพเหมือนเช่นปกติ
ผูเยาร้องออกมาอย่างอดรนทนไม่ได้ “พวกมันใช้วิหารเทพนะ!”
“อ้อ ข้ารู้” จั่วม่อไม่หยุดมือ ยังคงฝึกปรือไปตามแผนเดิม
“วิธีการของพวกมันมีประสิทธิภาพมากกว่าพวกเรา พวกมันเมื่อสร้างศรัทธาความเชื่อขึ้นมา ระดับความเร็วในการฝึกปรือของพวกมันจะเหนือล้ากว่าเรามาก” ผูเยากล่าวสืบต่อ คล้ายเกรงว่าจั่วม่อจะไม่เข้าใจความร้ายแรงของเรื่องราว
“อ้อ” จั่วม่อไม่มีท่าทีว่าจะหยุดมือจริง ๆ
“อ้อ? เจ้าใช่สมองผิดปกติไปแล้วหรือไม่? วิธีการของพวกมันเรียบง่ายกว่า ซ้ายังมีประสิทธิภาพมากกว่าของพวกเรา พวกเรา… …”
จั่วม่อในที่สุดต้องหยุดมือ กล่าวตัดบทผูเยาว่า “ไม่ว่าวิธีการของพวกมันจะดีงามสักเท่าใด จะอย่างไรก็ไม่เหมาะกับข้า ข้าไม่มีปัญญาก่อตั้งวิหารเทพ พวกมันกับเราเดินคนละเส้นทางกัน ดันนั้นเราไปของเรา ไม่สำคัญว่าวิธีการของผู้ใดดีกว่ากัน”
“ไม่สำคัญ?” ผูเยาถลึงตากลมกว้าง ราวกับว่าเพิ่งรับฟังเรื่องราวที่มันไม่อาจเข้าใจได้
“ข้าไม่ได้ฝึกปรือพลังเทพเพื่อเอาชนะพวกมัน” จั่วม่อมองดูผูเยากล่าวแผ่วเบาราวรำพึงกับตัวเอง “ข้ากระทำทั้งหมดเพ