โจมต่อเนื่องอยู่หลายชั่วยามจนกระทั่งใช้ศาสตร์อสูรที่มันล่วงรู้ไปแทบทั้งหมด ก่อนจะหยุดลงในที่สุด
คราวนี้แม้ว่าคนทั้งสองจะเป็นชนชั้นฝ่านซู ยังเริ่มรู้สึกแทบจะทนทานไม่ไหวอยู่บ้าง!
ไต้เทาปาดเหงื่อบนหน้าผาก กล่าวปนหอบหายใจว่า “รั้งมันเอาไว้ให้ได้ พวกเราไม่อาจปล่อยให้มันหนีไปอีก มิเช่นนั้นที่ทำมาทั้งหมดล้วนสูญเปล่า!”
จี้เจิ้งหอบหายใจหนัก ๆ มันคิดพยักหน้ารับคำ แต่แล้วเซี่ยวม่อเกอกลับบุกจู่โจมเข้ามาอย่างเหนือความคาดหมายอีกครั้ง
ทั้งสองรีบปลุกปลอบสมาธิจิตใจให้ตื่นตัว ดวงเต็มไปด้วยความมุ่งหวังรอคอย!
พลังเทพ!
เริ่มเอาจริงกันได้เสียทีกระมัง?
แต่แล้วจั่วม่อกลับซัดมุกหยินประลัยกัลป์ออกมาเต็มกำมือ จากนั้นเป็นหมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้ารัวเร็วปานจักรผัน ตามมาด้วยเสียงเวทวิชาสารพัดชนิดถล่มเข้าหาคนทั้งสองดุจลมคลุ้มฝนคลั่ง
คนทั้งสองตกตะลึงจังงังอย่างสมบูรณ์!
จากนั้นเซี่ยวม่อเกอไม่ทราบดึงกระบี่บินเล่มหนึ่งมาจากที่ใด เริ่มกรีดวาดเคล็ดวิชากระบี่อย่างสวยสดงดงาม ท่านย่ามันเถอะ มีกระทั่งเจตจำนงกระบี่ด้วย!
จี้เจิ้งกับไต้เทาเหม่อมองอย่างโง่งม ดวงตาของพวกมันงงงวยจนแทบจะเลื่อนลอย
เซี่ยวม่อเกอล่วงรู้ศาสตร์อสูร นี่เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ ในใจของพวกมันเหล่าซิวเจ่อ อสูรปิศาจเป็นสิ่งเดียวกัน ปิศาจตนหนึ่งสามารถใช้ศาสตร์อสูร มิใช่เรื่องแปลกประหลาดสักเท่าใด แต่ปิศาจร่าเรียนเวทวิชาเซียนตั้งแต่เมื่อใดกัน? ตั้งแต่เพลงหมัด