เหวยเสิ้งลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า สมาธิจิตใจกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์พร้อมที่สุด มันบังเกิดความรู้สึกว่ามันอยู่ในช่วงใกล้จะฝ่าด่านรุดหน้าอยู่รอมร่อ
ชุดยาวของมันขาดวิ่น มีสภาพรุ่งริ่งราวกับขอทานผู้หนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มองดูมันย่อมไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเหวยเสิ้งเป็นขอทาน มันนั่งตระหง่าน แผ่นหลังตั้งตรง ศีรษะเชิดสูง มองผ่าน ๆ คล้ายกระบี่วิเศษเล่มหนึ่ง กอรปด้วยสภาวะคมกล้าสุดเปรียบปาน แฝงไว้ด้วยพลังกดดันที่ทำให้ผู้คนไม่กล้ามองดูมันตรง ๆ
มันลุกขึ้นยืน คว้ากระบี่ที่ข้างกาย เดินเท้าเปล่าออกมาจากหุบเขาที่นั่งเข้าฌาน
ปิศาจกลุ่มใหญ่รวมตัวกันอยู่ที่ด้านนอกหุบเขา รอจนพวกมันเห็นเหวยเสิ้งเดินออกมาก็พากันตื่นเต้นตึงเครียดขึ้นทันที ทุกผู้คนมีสีหน้าหลากหลาย ทั้งครั่นคร้ามยำเกรง นับถือเลื่อมใส เคียดแค้นชิงชัง สารพัดอารมณ์ความรู้สึกปะปนกันจนแยกไม่ออก แต่ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เหยียดหยามดูแคลนมันนี่เป็นศัตรูที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจดูแคลนได้“ต่อไปเป็นใคร?”เหวยเสิ้งเอ่ยถามด้วยสายตาแน่วแน่มั่นคง
เหล่าปิศาจสะท้านหวั่นไหวอีกคำรบ นี่ล่วงเข้าวันที่สี่แล้ว ในสี่วันมานี้พวกมันไม่น้อยกว่าสามสิบคนเอาชีวิตไปทิ้งไว้ภายใต้คมกระบี่ของเซียนกระบี่ที่น่ากลัวผู้นี้ จนกระทั่งถึงยามนี้ ยังไม่เคยมีผู้ใดต้านรับได้เกินสามกระบวนท่ามาก่อน ส่วนใหญ่ล้วนตกตายภายใต้กระบี่แรกด้วยซ้าคนผู้นี้น่าหวาดสะพรึงโดยแท้!ที่แท้ในหมู่ซิวเจ่อ ยังมีคนที่ร้า