งโจรตระกูลหมิงกลับไม่เหลือบแลกลุ่มของหลิน เชียนแม้สักแวบ ปล่อยให้ขบวนของยอดฝีมือคุนหลุนเคลื่อนผ่านไปราว กับมองไม่เห็น
ตัวอุบาทว์บัดซบเหล่านี้ รู้จักแต่ข่มเหงรังแกเฉพาะผู้ที่อ่อนแอกว่า เท่านั้น!
จั่วม่อก่นด่าบรรพบุรุษพวกมันสิบแปดรุ่น พลางโยนโอสถปราณใส่ ปากอย่างรีบร้อน พร้อมทั้งสั่งให้พวกซู่หลงฉวยโอกาสที่ยังมีเวลา รีบโคจร พลังฟื้นฟูสภาพ ตระเตรียมรับศึกอันยากลำบากที่กำลังใกล้เข้ามา
ทันใดนั้นเอง จั่วมอสังเกตเห็นเสียกงจู่นำขบวนของตนเข้ามาสมทบ
“ข้ารู้ว่าเจ้ามีหนทาง ดังนั้นขอร่วมวงกับเจ้าด้วยก็แล้วกัน” เสียกง กล่าวด้วยรอยยิ้มซุกซน
จั่วม่อฝืนยิ้มเจื่อนขม “ข้าจะมีปัญญาทำอะไรได้?”
“เช่นนั้นขาสมควรทำอย่างไรดี?” เสียกงหน้านิ่วคิ้วขมวด ทอดสายตาวิงวอนมองดูจั่วม่ออย่างอ้อยอิ่ง
“ต่อให้เจ้าจ้องมองข้าจนดวงตาหลุดออกจากเบ้า ข้าก็ไม่อาจหา หนทางใดได้” จั่วมอสีหน้าอับจนปัญญา แต่ถ้อยคำถัดมาที่กล่าวออกจาก ปากกลับเปลี่ยนเป็นตรงกันข้าม อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีหนทาง เราก็มีแต่ต้องต่อสู้กับพากมันเท่านั้น”
สุ่มเสียงของมันไม่ได้เด็ดเดี่ยว ไม่ได้ปลุกปลอบขวัญกำลังใจ แต่กลับกอรปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันกร้าวแกร่งอย่างน่าตระหนก
ไม่ทราบเพราะเหตุใด เสียกงจู่รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที นางแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน “ข้าจะมอบให้เจ้าบัญชาการกององครักษ์ของข้าด้วย หากวันนี้ต้องตายอยู่ที่นี่จริง ๆ ข้าก็ไม่เสียใจ พวกเราหา