ับสนอลหม่านจริง ๆ” ซิ่นกงจู่หน้านิ่วคิ้วขมวด “กองโจรยังคงปรากฏขึ้นตลอดทาง ฟังว่ามีกองโจรมารวมตัวกันเพื่อมุ่งเป้ามายังพวกเรามากขึ้นอีก”
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งแย้มยิ้มพลางกล่าว “กงจู่อย่าได้ห่วงกังวลไป มีพวกเราอยู่ด้วย ไม่ว่าพวกมันจะขนกันมามากมายเท่าใด ก็ยังคงไม่พอมือพวกเรา”
ซิ่นกงจู่ไม่ชมชอบสุ้มเสียงไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาของอีกฝ่าย “บางทีในกลุ่มโจรอาจมียอดฝีมือ”
บรรดาบุรุษหนุ่มหากไม่สั่นศีรษะ ก็แย้มยิ้มเล็กน้อย พวกมันส่วนใหญ่เป็นยอดฝีมือในหมู่พี่น้องร่วมตระกูลของพวกมัน ย่อมไม่เห็นพวกโจรอยู่ในสายตา
เสียกงจู่เผยอยิ้มจาง ๆ “เจี่ยเจียไม่ต้องกังวล อีกสองสามวันพวกเราก็จะบรรลุถึงนครมหาสันติแล้ว ถึงตอนนั้นย่อมสบายใจได้”
ซิ่นกงจู่สีหน้าเบาใจลงเล็กน้อย “ถูกของเม่ยเม่ย”
ไม่มีกองทัพใดกล้ามาลงมือในนครมหาสันติ เรื่องนี้ก็รวมถึงพวกกองโจรด้วย ไม่เคยมีกองโจรใดกล้ามาอาละวาดในนครมหาสันติ
“พวกเจ้ามีผู้ใดเคยได้ยินเรื่องหอสมบัติมหาสันติบ้างหรือไม่?” บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งจู่ ๆ ก็ถามขึ้น
“หอสมบัติมหาสันติ? นั่นเป็นเรื่องราวใดกัน?” บุรุษหนุ่มคนอื่น ๆเดิมทีเดินทางจนเบื่อหน่ายอยู่บ้าง พอฟังก็รีบรุมล้อมเข้ามาทันที
บุรุษหนุ่มที่เปิดหัวข้อสนทนามีสีหน้าภาคภูมิใจ “ข่าวนี้เพิ่งจะแพร่ออกมาไม่นาน ว่ากันว่าซือจือหมิงสั่งสมสมบัติล้าค่ามากมายนับไม่ถ้วนเอาไว้ ดังนั้นมันสร้างหอสมบัติมหาสันติเพื่อเป็นที่เก็บซ่อนสมบัติเหล่านั้นใน