ลังใคร่ครวญว่าสมควรเรียกข่าจั๋วกับตงจื่อมาดีหรือไม่ แต่หลังจากขบคิดอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ มันก็ละทิ้งความคิดนี้ไป หนึ่งเป็นเด็กหนุ่มชนบทที่
“เฟ่ยเหลย (สายฟ้าแซ่เฟ่ย) ท่านต้องไปจริง ๆ หรือ?”
?” ใบหน้าอ่อนโยนของเด็กหนุ่มทอแววงงงวย
“อา สิ่งที่ข้าต้องทำ ไม่ว่าจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่ นั่นก็คือชะตากรรม” เฟ่ยเหลยอธิบายด้วยรอยยิ้ม มันผู้นี้ร่างกำยำล่าสัน คล้ายฝึกร่างกายมาเป็นอย่างดี ใบหน้าเป็นเหลี่ยมมุมชัดเจน หยาบกร้านคมชัดเคราหนาสั้นแซมด้วยสีขาวเล็กน้อย ดวงตาสีเทาอ่อนลึกล้าผิดธรรมดา
“ท่านจะกลับมาสอนข้าอีกหรือไม่?” เด็กหนุ่มถามเสียงละห้อย
“ไม่” เฟ่ยเหลยยังคงแย้มยิ้ม แต่ดวงตาหรี่แคบลง เผยร่องรอยเคี่ยวกรำของกาลเวลา “เจ้าต้องขยันฝึกฝีมือให้ดี อย่าได้เกียจคร้าน จะสามารถเข้าสู่กองทัพได้ในไม่ช้า เอาละ ท่านทั้งหลาย ขออำลา”
กล่าวจบคำ เฟ่ยเหลยหมุนตัว ดีดพุ่งไปข้างหน้าสองก้าว จากนั้นทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ เสื้อกันลมยาวประดุจปีกค้างคาวแผ่กว้าง เหินลิ่วไปในท้องฟ้า
มันไม่เหลียวหน้ากลับไปมองแม้แต่แวบเดียว
ดวงตาสีเทาอ่อนลึกล้ามองตรงไปยังที่ห่างไกล เต็มด้วยความกร้านกรำของผู้ที่ผ่านโลกมามาก เปลวไฟสีแดงสดแตกปะทุออกมา ลุกโชนโดยไร้เสียง
ไม่มีผู้ใดทราบ ในฝ่ามือที่กำแน่นของมัน มีตราประทับรูปมังกรโลหิตที่ดูดุร้ายกระหายเลือดรูปหนึ่ง
เสียงแตรศึกที่ถูกผนึกไว้หลายพันปี ดูเหมือนกำลังก้องกังวานอยู๋ในโสตประสาทของมัน
เสียงเพ