นโดยตรง นับว่าหาได้ยากยิ่ง”
จั่วม่อไม่ตอบคำถาม กลับย้อนถามว่า “ท่านที่นับถือไม่ทราบมาหาข้าด้วยกิจธุระใด
เฉาอวี้ก็ไม่ซักไซ้ไล่เรียง มองดูจั่วม่ออย่างแฝงความนัย กล่าวว่า “ดูเหมือนว่าจั่วเซียนเซิงมีความเป็นมาไม่รวบรัดธรรมดาจริง ๆ”
ไม่ทราบเพราะเหตุใด จั่วม่อรู้สึกว่าถ้อยวาจาของคนผู้นี้เย็นเยียบและอำมหิตอยู่บ้าง ราวกับว่ามีลมเย็นเฉียบพัดมากระทบร่างจากทางด้านหลัง
เฉาอวี้แย้มยิ้ม ทำท่าผายมือ “ผู้น้อยคิดเชื้อเชิญจั่วเซียนเซิงไปเป็นอาคันตุกะที่เมืองศิลาสักสองสามวัน”
เป็นอาคันตุกะ? เมืองศิลา?
จั่วม่อก็เป็นบุคคลอันชาญฉลาดผู้หนึ่ง ย่อมฟังความหมายข่มขู่ในวาจาเหล่านี้ออก
ทันใดนั้นเอง ปิศาจตนหนึ่งพลิ้วกายเข้ามา มือข้างหนึ่งหอบหิ้วร่างของข่าจั๋วที่ไม่ได้สติ
“เจ้ามัวแต่เยิ่นเย้อเสียเวลาอันใด?”
? พวกเจ้ามีหนทางหรือไม่ในทะเลแห่งจิตสำนึกจั่วม่อถามผูเยากับเว่ยอย่างร้อนใจ อากุ่ยไม่รับรู้เรื่องราวทางโลก พลังเทพของนางเพียงใช้การได้เป็นบางครั้ง หากตอแยอีกฝ่ายมีโทสะอาจเลวร้ายสุดคาดคิด แต่ยามนี้มันก็ไม่มีความสามารถที่จะต่อสู้กับผู้ใด จั่วม่อแตกตื่นตระหนกยิ่ง
“ด้วยสภาพของเจ้าในตอนนี้ ไม่ว่าวิธีการดี ๆ อันใดล้วนใช้การไม่ได้”ผูเยากล่าวอย่างเย็นชา
“เฝ้ารอโอกาสที่เหมาะสม!” เว่ยชี้แนะอย่างเยือกเย็น “อีกฝ่ายในเมื่อเจาะจงมาหาเจ้าย่อมต้องมีเรื่องร้องขอ ก่อนที่จะล่วงรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่าเพิ่งเคลื่อนไหวโดยวู่วาม”
จั่ว