ิตวิญญาณการต่อสู้อย่างเปี่ยมล้น
แต่แล้วการปรึกษาหารือระหว่างจั่วม่อ ผูเยาและเว่ยกลับถูกเสียงของเฉาอวี้ขัดจังหวะกลางคัน
“เจี้ยจู่! บริวารพบจั่วเซียนเซิงในเมืองเศษหินโดยบังเอิญ บริวารเห็นมันปลุกแผนผังปิศาจให้แก่เด็กหนุ่มผู้หนึ่งด้วยสายตาตัวเอง ผลก็คือเด็กหนุ่มผู้นั้นฝ่าทะลวงขึ้นไปยังด่านเว่ยโดยตรง”
ภายในหอใหญ่บังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังอื้ออึง ปิศาจเหล่านี้ล้วนมีสีหน้าไม่เชื่อถือ แม้ว่าการปลุกแผนผังปิศาจจะเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่ปิศาจชั้นต่า แต่การทะลวงฝ่าด่านข้ามขั้นโดยตรง นับว่ายากจะพบพานเป็นอย่างยิ่ง
เขิงอี้สีหน้าทอแววประหลาดใจอยู่บ้าง “อ้อ เจ้ากำลังจะบอกว่ามันสามารถช่วยให้เด็กหนุ่มผู้นั้นฝ่าด่านข้ามขั้นเป็นด่านเว่ยเช่นนั้นรึ?”
“ใช่ขอรับ เรื่องนี้บริวารประจักษ์ด้วยสายตาตัวเอง” เฉาอวี้กล่าวอย่างนอบน้อม จากนั้นชี้ไปยังข่าจั๋วที่ยังไม่ฟื้นคืนสติ กล่าวต่อไปว่า “มันเรียกว่าข่าจั๋ว เป็นศิษย์ของจั่วเซียนเซิง”
“เจี้ยจู่ คนผู้นี้เรียกว่าข่าจั๋วจริง บริวารเคยพบเจอมันมาก่อน มันฝีมือไม่เลว แต่บริวารไม่เคยได้ยินว่ามันมีเหล่าซือ อย่าว่าแต่ยังเป็นเด็กน้อยผู้หนึ่ง” ท่ามกลางกลุ่มคน ปิศาจร่างสูงผู้หนึ่งก้าวออกมากล่าวแย้ง “เฮอะ!ข้าว่าเฉาอวี้อุปโลกน์ขึ้นเองเสียมากกว่า!”
เฉาอวี้ไม่เหลือบแลปิศาจตนนั้น เพียงกล่าว “เจี้ยจู่ ท่านสามารถปลุกข่าจั๋วขึ้นมาลองสอบถามดู”
เขิงอี้แย้มยิ้ม โบกมือตัดบท “อาอวี้รอบคอบ