วัดเสวียนคง
ภายในวิหารแห่งนั้น เปี๋ยหานหมอบกราบกรานกับพื้น คนผู้นี้ไม่สูงใหญ่ รูปร่างผอมบาง สองแก้มซูบตอบ รูปโฉมธรรมดาสามัญจนไม่อาจธรรมดาไปกว่านี้ได้
“เปี๋ยหาน เจ้าอยู่ในวัดมานานเท่าใดแล้ว?”
“เสี่ยวเจ๋ออยู่ในมหานครนภาโลหิตทำได้ดีมาก ข้ารู้ว่าเจ้าก็สามารถทำได้ดีไม่แพ้มัน”18 แปลว่าอย่าท้อแท้, อย่าหวาดกลัว หรือไม่ก็ เปลี่ยนพลิกความท้อแท้เหน็บหนาว
เปี๋ยหานยังคงนิ่งเงียบ คล้ายไม่คิดจะกล่าววาจา
“แต่รังสีฆ่าฟันของเจ้ารุนแรงเกินไป เป็นเหตุให้ข้าต้องคอยห่วงกังวลกับเจ้า” เจ้าอาวาสวัดเสวียนคงสุ้มเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใยกังวล “ที่ให้เจ้าเอาแต่สวดภาวนาท่องพระสูตรทุกวัน ก็หวังว่าจะช่วยขัดเกลาความเกรี้ยวกราดดุดันของเจ้าให้เบาบางลงไปได้บ้าง ข้าภาวนามาโดยตลอดไม่ให้เจ้าต้องออกไปยังสนามรบ นึกไม่ถึงว่า… …”
เจ้าอาวาสทอดถอนใจเบา ๆ
นิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่ ค่อยกล่าวเสียงราบเรียบว่า
“ไปเถอะ อาจารย์อาติ้งเจินของเจ้าเผชิญวิกฤติการณ์อยู่ในอาณาจักรทะเลเมฆ จงนำกองพันของเจ้าไปช่วยหนุนเสริมให้แก่มันเรื่องราวเพิ่มเติมให้สอบถามจากติ้งกวง เจ้าไปได้แล้ว”
ถึงที่สุดแล้วเปี๋ยหานก็ยังคงไม่เอ่ยปาก หลังจากโขกศีรษะสามครา ก็หมุนตัวจากไป
ประตูใหญ่ของวิหารปิดลงโดยไม่มีลม ภายในวิหารมืดมิดเป็นแผ่นผืน
สุ้มเสียงหนึ่งพลันกล่าวขึ้น “ท่านเจ้าอาวาส เราจำเป็นต้องให้เปี๋ยหานไปจริง ๆ รึ? มันเป็นตัวอันตราย!”
“เรื่องราวครั้งนี้สำคัญมาก ไม่อา