แตกระเบิดติดต่อตามกัน กว่าจะหยุดยั้งคลื่นพลังเทพระลอกนี้ได้
เหวยเสิ้งรั้งกระบี่กลับ สีหน้าขบคิดใคร่ครวญ ชั่วอึดใจหลังจากนั้นค่อยกล่าวว่า “พลังอันแปลกพิสดารนัก! ดังที่คาดเอาไว้ ผิดแผกแตกต่างจากพลังอื่นใดจริง ๆ”
จงหยูก็ได้ลิ้มรสไปพร้อมกัน กล่าวคล้อยตามว่า “เวทวิชาทั่วไปยากจะหยุดยั้งพลังประหลาดนี้ได้”
จั่วม่อขบคิดเรียบเรียงคำพูด จากนั้นให้ข้อสรุปว่า “พลังเทพอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการผสานรวมพลังทั้งสามเข้าด้วยกัน”
“พลังทั้งสาม?”
เหวยเสิ้งกับจงหยูพอรับฟังจนหมดสิ้น พากันจมอยู่ในห้วงความคิดอันลึกล้า
มันทั้งสองล้วนสัมผัสถึงชายขอบของพลังเทพแล้ว พลังเทพสำหรับพวกมัน เท่ากับเปิดหน้าต่างสู่โลกใบใหม่ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
มีเคล็ดความที่พวกมันต้องแยกแยะย่อยสลายมากเกินไป ทั้งคู่นั่งนิ่งเหมือนหุ่นไม้ พากันเข้าสู่ห้วงฌานสมาธิในบัดดล
เห็นเช่นนี้ จั่วม่อก็ไม่รบกวนพวกมัน นำอากุ่ยกับเหล่าเจ้าตัวเล็กหาที่นั่งอีกด้านหนึ่ง
จั่วม่อกุมมืออากุ่ย รีบตรวจร่างกายให้นาง เนื่องจากยามนี้มันทราบแล้วว่าพลังสีม่วงคือพลังเทพ การตรวจสอบของจั่วม่อครั้งนี้จึงละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากกว่าเดิม ถึงแม้ว่าความเข้าใจในพลังเทพของมันยังคงตื้นเขินยิ่ง แต่มันยังคงค้นพบเรื่องราวบางประการ
สิ่งแรกที่มันแน่ใจก็คือ พลังสีม่วงในร่างอากุ่ยเป็นพลังเทพชนิดหนึ่งไม่ผิดแน่
แต่เป็นพลังเทพที่แปลกประหลาดยิ่ง!
จั่วม่อคิดไว้แต่แรกแล้วว่าเจ