“ศิษย์น้อง เจ้ากำลังฝึกปรือพลังเทพใช่หรือไม่เหวยเสิ้งถามอย่างกะทันหัน
จั่วม่อทราบว่าไม่อาจปิดบังอีกต่อไป จึงพยักหน้าพลางกล่าว “อาพลังเทพของข้าเรียกว่าพลังเทพสุริยัน เป็นมรดกตกทอดจากชนเผ่าเทพสุริยันในยุคบรรพกาล”
“ที่แท้เรื่องของวิหารเทพสุริยันก็เป็นฝีมือเจ้า!” เหวยเสิ้งกับจงหยูไม่ใช่ตัวโง่งม พอฟังก็เชื่อมโยงได้ทันที พอนึกถึงสภาพกลุ่มซิวเจ่อที่เปลือยเปล่าล่อนจ้อนในครั้งนั้น แล้วมองหน้าจั่วม่อ อดหัวร่องอหายออกมาไม่ได้หลังจากนั้นเหวยเสิ้งกล่าวอย่างอยากรู้อยากเห็นว่า “มาเถอะ ให้ข้าลองชมพลังเทพของเจ้าดู ข้าไม่เคยเห็นพลังเทพมาก่อนเลย”
จงหยูก็สีหน้าแปรเปลี่ยน เห็นได้ชัดว่าอยากรู้อยากเห็นไม่น้อยไปกว่าเหวยเสิ้ง
ทันใดนั้นจั่วม่อเคลื่อนไหวในท่วงท่าแปลกพิสดาร สองมือสลับไขว้บิดเข้าหากัน ร่างเอนไปทางขวาเล็กน้อย เท้าขวามีเพียงปลายเท้าที่แตะพื้น ฉับพลันนั้นพลังสุดหยางสุดแกร่งกร้าวก็แผ่ทะลักออกมาในทุกทิศทางโดยมีร่างของจั่วม่อเป็นจุดศูนย์กลางของพลังอันเกรียงไกร
เหวยเสิ้งม่านตาหดแคบลงอย่างฉับพลัน ไอพลังงานสีดำลอยออกมาจากกระบี่ดำในมือ กระบี่กรีดวาด แล้วฟาดฟันใส่อากาศธาตุติดต่อกันเป็นจักรผัน เพียะเพียะเพียะ บังเกิดเสียงระเบิดดังรัวเร็วจากปลายกระบี่
จงหยูสีหน้าแปรเปลี่ยน รีบหมุนกงล้อภาวนากากบาทในมือ อักขระพระสูตรซึ่งห่อหุ้มด้วยพลังอธิษฐานลอยออกมาขวางกั้นอยู่เบื้องหน้ามัน
ปัง ปัง ปัง!
อักขระพระสูตรสามตัว