ช่ว่าจั่วม่อฝึกปรือพลังเทพ มีความรู้สึกเฉียบไวต่อพลังเทพมากกว่าผู้อื่น มันต้องไม่อาจตรวจพบพลังเทพขุมนี้เป็นแน่!
ทว่ากับการที่โครงกระดูกปลดปล่อยพลังเทพออกมา จั่วม่อหาได้ตื่นตะลึงมากมายอันใดไม่ มันเมื่อหยิบฉวยโครงกระดูกมาจากแดนผลาญเทพก็แน่นอนว่าโครงกระดูกนี้ต้องมาจากยุคสมัยโบราณกาล เป็นธรรมดาที่โครงกระดูกจะเป็นผู้ใช้พลังเทพ แต่สิ่งที่ทำให้มันตื่นตะลึงอย่างแท้จริง คือมันพบว่าโครงกระดูกนี้ยังคงมีร่องรอยของชีวิตหลงเหลืออยู่ด้วย!
พลังเทพของโครงกระดูกทั้งอ่อนแอและเบาบาง แต่จั่วม่อสามารถรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายชีวิตที่แฝงเร้นอยู่ภายในได้อย่างชัดแจ้ง!
แม้ว่ากลิ่นอายชีวิตสายนี้อ่อนแอยิ่ง แต่ก็เป็นพลังแห่งชีวิตอย่างแท้จริง!
จั่วม่อเหม่อมองโครงกระดูกด้วยหัวใจสั่นไหว ล้อเล่นหรือไม่?
มนุษย์หมอกที่หมอบกราบกรานอยู่กับพื้นพากันลุกขึ้นยืน มนุษย์หมอกที่ดูมีอายุหลายคนก้าวมาข้างหน้าอย่างระมัดระวัง จากนั้นช่วยกันประคองโครงกระดูก พาหายลับไปในม่านหมอกน้าแข็งในบัดดล
มนุษย์หมอกวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวมาหยุดยืนตรงหน้าจั่วม่อ ค้อมคำนับคณะของจั่วม่อด้วยท่วงท่าประหลาด “อาคันตุกะผู้ทรงเกียรติ ทั้งเบื้องสูงเบื้องต่าของเผ่ามนุษย์หมอกจะจดจำน้าใจที่พวกท่านมีต่อเผ่ามนุษย์หมอก! ไม่ว่าที่ไหนและเมื่อใด ท่านคือสหายของพวกเราตลอดกาล!”
แม้ว่าจั่วม่อจะเจ็บปวดใจอยู่บ้างที่กระดูกหยกดำถูกเหล่ามนุษย์หมอกพาหายไป แต่จะอย่างไรก็สามารถแก้ไ