ยนมันก็ประนมมือคารวะทักทายตอบเช่นกัน
เหวยเสิ้งสังเกตเห็นการกระทำของจงหยู ดังนั้นกวาดตามองไปยังสมณะกลุ่มนั้นด้วย
ผู้อื่นก็สังเกตเห็นเหวยเสิ้งเช่นกัน สมณะอาภรณ์ม่วงดวงตาสาดประกายตื่นตะลึงเป็นคำรบสอง แต่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ชิงคล้อยตามสภาวะ ประนมมือคารวะทักทายเหวยเสิ้งอีกคน
เหวยเสิ้งไม่กล่าวคำใด ประสานมือคารวะตอบเล็กน้อย
ตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งสองฝ่ายไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาแม้สักครึ่งคำ แต่บรรยากาศอันพิสดารที่เพียงรับรู้ได้ด้วยใจบังเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายอย่างน่าฉงน
รอจนอีกฝ่ายเดินหายลับไปทางหนึ่ง จงหยูกับเหวยเสิ้งค่อยรั้งสายตากลับมา
“คนเหล่านี้ไม่รวบรัดธรรมดา” เหวยเสิ้งกล่าวเสียงลึก “หลวงจีนจีวรม่วงพลังฝึกปรือลึกล้ายิ่ง บางทีอาจเป็นชนชั้นหยวนอิง ต่อให้ไม่ใช่หยวนอิงก็เกรงว่าอยู่ห่างจากด่านหยวนอิงอีกไม่ไกลนัก”
จงหยูผงกศีรษะเห็นพ้อง “พวกมันอาจมาจากหนึ่งในวัดยิ่งใหญ่ เราสามารถสอบถามอีเจิ้ง มันสมควรล่วงรู้”
จั่วม่อผู้ตกอยู่ในห้วงภวังค์ฟุ้งซ่านวุ่นวาย ในที่สุดค่อยรู้สึกตัว เห็นทั้งสองทำท่าราวกับเผชิญศัตรูตัวฉกาจอดซักถามเรื่องราวไม่ได้ พอทั้งสองบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น จั่วม่อขบคิดแวบหนึ่ง ตัดสินใจจะไปสอบถามอีเจิ้งให้รู้แน่ชัดจะดีกว่า
คังเต๋อไม่คิดขัดคอ แต่ยังคงอดกล่าวเตือนไม่ได้ “ต้าเหริน ชั้นทะเลเมฆหนาหนักยิ่ง นกกระเรียนกระดาษรวมถึงข้อความกระบี่บินทั่วไปไม่สามารถใช้การได้ในที่แห่งนี้ จึงไม่อาจส่