ก้าวเข้ามาถึงข้างกายหนานเยว่แล้วทรุดนั่งลง ในระยะหลังมานี้ทุกผู้คนฝึกฝนร่วมกัน ร่วมเผชิญการฝึกนรกสุดหฤโหดและอดทนต่อความยากลำบากด้วยกัน เพาะสร้างเป็นความสัมพันธ์อันสนิทสนมราวกับพี่น้องร่วมอุทร
เมื่อสักครู่ที่ฝึกปรืออยู่ในคุกสิบนิ้ว ผูเยาตำหนิหนานเยว่อย่างรุนแรงหนานเยว่พอออกจากคุกสิบนิ้วก็วิ่งหายออกมาเพียงลำพัง ทุกคนรู้สึกห่วงใยกังวล จึงส่งหมิงเจวี๋ยจื่อที่เชี่ยวชาญการเจรจามากที่สุดมาปลอบโยนหนานเยว่
“ข้าใช่โง่เขลาเกินไปหรือไม่?”
“ในหมู่พวกเรา ไม่มีใครทำตามที่ผูต้าเหรินคาดหวังได้หรอก” หมิงเจวี๋ยจื่อปลอบโยน “นี่ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ทุ่มเท ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่ขยันหมั่นเพียรแต่เป็นเพราะความต้องการของผูต้าเหรินสูงเกินไป! อันที่จริงข้าว่าต่อให้เป็นบรรดาหัวกะทิในตำหนักศาสตร์อสูรระดับสูง ยังไม่มีปัญญาบรรลุถึงสิ่งที่ผูต้าเหรินต้องการเสียด้วยซ้า! เจ้าทำได้ถึงขั้นนี้ข้าก็ว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ในบรรดาพวกเราทั้งหมดเจ้าก้าวหน้ารวดเร็วที่สุด!”
หนานเยว่เม้มปากแน่น ยังคงไม่กล่าววาจา
“ผูต้าเหรินอาจจะเข้มงวด แต่นี่ก็เพื่อประโยชน์ของพวกเราเอง ลองดูความแข็งแกร่งของเราในตอนนี้ เมื่อเทียบกับกาลก่อน พวกเราคนใดไม่ได้มีพลังฝีมือรุดหน้าหลายเท่าตัว
หมิงเจวี๋ยจื่อปากกล่าวเช่นนี้ ในใจก็ลอบเปรียบเทียบพลังฝีมือของตนในอดีตกับปัจจุบัน ค่อยค้นพบอย่างตื่นตะลึง ว่าตัวมันเองก็รุดหน้าก้าวไกลโดยไม่ทันสังเกตจริง ๆ!
“ข้าคิดถึงต้าเหริน”