ว่าเป็นโชควาสนาหรือคราเคราะห์”
“อ้อ?” ผูเยาหรี่ตาสีแดงเลือด เปลวเพลิงรอบกายสงบนิ่งคล้ายรอรับฟัง
“พลังเทพแม้หายสาบสูญไปเป็นเวลานาน แต่ไม่แน่ว่ายังมีคนจดจำได้” เว่ยหยุดชะงักแวบหนึ่ง แล้วกล่าวสืบต่อ “ลองดูสิ่งของที่มันถือครองเสียก่อน หยดน้าลี้ลับเถาวัลย์เขียว เมล็ดผลึกสุริยัน ล้วนเป็นสุดยอดสมบัติล้าค่าด้วยกันทั้งคู่ แม้แต่เจ้าหรือข้าหากพบทั้งสองสิ่งนี้ ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงจากความคิดช่วงชิงได้ ยังต้องกล่าวถึงผู้อื่นอีกหรือ? ไม่ว่าสำนักใหญ่ใดล้วนต้องหวั่นไหวใจทั้งสิ้น”
ผูเยาดวงตาสีเลือดสาดประกายวูบ กล่าวอย่างเฉื่อยชา “ก็ฆ่าพวกมันเสีย”
“คิดฆ่าพวกมันง่ายดายนักหรือ? เวลานี้เจ้ากับข้าก็อยู่ในสภาพเช่นนี้เราไม่มีปัญญาลงมือด้วยตัวเองด้วยซ้า!” เว่ยกล่าวพลางทอดถอน
ผูเยาแค่นหัวร่อเย็นเยียบ “เจ้าประเมินเด็กผู้นี้ต่าเกินไป! อย่าได้ถูกสภาพเฉื่อยชาตามปกติของมันหลอกลวงเอา หากมันปรารถนาจริง ๆเฮอะ เฮอะ!”
เว่ยดวงตากระจ่างวูบ กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ถูกของเจ้า เด็กผู้นี้ยามปกติมักคิดฟุ้งซ่านวุ่นวาย แต่ในช่วงคับขันอันตราย กลับสามารถรับมือได้ทุกครั้ง มันยังกลอกกลิ้งลื่นไหลยิ่ง คิดฉกฉวยประโยชน์จากมัน ไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ข้าถึงบอกว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องห่วงกังวลกับมันเลย” ผูเยากล่าวอย่างไม่ค่อยสนใจนัก จากนั้นสุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้น “ว่าแต่เจ้าสนใจพลังเทพหรือไม่?”
เว่ยแย้มยิ้ม “ย่อมแน่นอน”
“ลองไปศึกษาดูดีหรือไ