กับการงมหาเม็ดทรายหนึ่งเม็ดในมหาสมุทร
จะต้องมีหนทาง… …
จั่วม่อจมลงไปในห้วงภวังค์ความคิด ไม่ทันสังเกตเห็นบรรดาแสงที่แปรเปลี่ยนไป
“เจ้าคิดว่ามันจะสามารถเข้าใจแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นได้หรือไม่?”ผูเยาเงยหน้าขึ้นมองเว่ย ถามเสียงขรึม “ต่อให้มีรอยประทับวิญญาณ แต่ความยากเย็นแสนเข็ญยังคงไม่น้อยลง เจ้าเชื่อมั่นในตัวมันถึงเพียงนั้น?”
เว่ยสั่นศีรษะพลางตอบว่า “ข้าไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อย”
นิ่งไปอึดใจหนึ่ง ค่อยกล่าวสืบต่อ “แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นยากจะฝึกปรือเป็นที่สุด ในครั้งนั้นกระทั่งภายในเผ่า จำนวนของผู้ที่ฝึกปรือสำเร็จยังนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว ชนเผ่าสระสวรรค์ที่เสื่อมทรุดลง เกิดจากการสูญเสียแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นนี่เอง มหาแสงศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าไม่มีวิชาใดที่ฝึกปรือได้ง่ายดาย แสงศักดิ์สิทธิ์ทุกชนิดล้วนมีเงื่อนไขที่เข้มงวดกวดขันแม้แต่พวกเราในสมัยนั้นยังไม่ทราบว่ามีเงื่อนไขอันใดบ้าง”
“เช่นนั้นเจ้าไฉนมอบรอยประทับวิญญาณให้แก่มัน?” ผูเยาถามด้วยสีหน้ามึนงงเล็กน้อย
เว่ยตอบเสียงราบเรียบเยือกเย็น “ในอดีต รอยประทับวิญญาณมีไว้เพื่อหลงเหลือเมล็ดพันธุ์ให้แก่ชนเผ่า แต่บัดนี้ชนเผ่าสระสวรรค์ล่มสลายไปเนิ่นนานมากแล้ว ยามนี้ข้าเป็นเพียงชุดเกราะป้ายศิลาสุสานเท่านั้นเก็บเอาไว้ยังจะมีความหมายใด ไฉนไม่สามารถมอบให้แก่มันเล่า?”
ผูเยาไม่ทราบจะกล่าวกระไร
“บัดนี้ไม่ใช่โลกของเราอีกแล้ว” เว่ยยิ้มจาง ๆ แฝงความ