คิดชาวประมงได้รับข้าวสารทิ้งไปทันควัน พยายามไกล่เกลี่ยทั้งที่เหงื่อเย็นไหลท่วมแผ่นหลัง “ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จากันเถอะ ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จากันเถอะ แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นคือสิ่งใดกัน? ร้ายกาจมากหรือ?”
เว่ยเพียงหันมาแย้มยิ้มให้มันดุจเดิม
ผูเยากล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าในเมื่อเรียนรู้ไม่สำเร็จ แล้วจะสอนให้แก่มันได้อย่างไร?”
เว่ยฉีกยิ้ม “พรสวรรค์ของข้าไม่นับเป็นอะไรได้ เรียนรู้ไม่สำเร็จก็หาใช่เรื่องแปลกอันใด”
ผูเยาคล้ายเพิ่งได้ยินเรื่องน่าขบขันที่สุดในโลก “เช่นนั้นเจ้าก็เข้าใจว่าเจ้าเด็กน้อยผู้นี้มีพรสวรรค์กระมัง? จุ๊จุ๊ แม้ว่ามันจะเป็นศิษย์ของข้า แต่หากกล่าวถึงพรสวรรค์ของมัน เฮอะเฮอะ บอกได้เลยว่าธรรมดาสามัญยิ่ง!”
จั่วม่อไหนเลยจะยอมรับได้ ใบหน้าพลันกลับกลายเป็นเขียวคล้า!
เป็นไร? เกอไม่มีพรสวรรค์เช่นนั้นหรือ?
“เกอไม่มีพรสวรรค์ใช่หรือไม่?” จั่วม่อโต้ทันควัน “แล้วผู้ใดร่าไห้อ้อนวอนขอให้เกอไปเป็นศิษย์? จุ๊จุ๊ พอข้ามแม่น้าก็เผาสะพาน กวาดรับประทานจนเกลี้ยงเกลาแล้วบอกว่าเกอไม่มีพรสวรรค์หรือ?”
กระทั่งใบหน้าหนาของผูเยายังเปลี่ยนเป็นแดงก่า กระอักกระไออย่างรุนแรง
เว่ยสีหน้าคล้ายยิ้มไม่เชิงยิ้ม “ใช่แล้ว อา เจ้าไม่อาจเป็นอสูรที่น่าสมเพชเช่นนั้นได้ อย่างนี้เป็นไร ยกศิษย์คนนี้ให้แก่ข้าดีหรือไม่?”
“อย่าคิดล่อลวงข้า” ผูเยากลับมาแย้มยิ้มเย้ยหยันอีกรอบ “ข้าไม่ใช่เด็กน้อยไม่รู้ความที่ไม่เข้าใจอันใด! แสงศักดิ์ส