เถียนเสี่ยวเวยเดินโซเซไปตามถนนด้วยความเมามาย มันเพิ่งกลับจากการรํ่าสุราตามปกตินับตั้งแต่ลิ้มรสสุราปราณเป็นครั้งแรกเมื่อสามปีก่อน มันก็ลุ่มหลงในรสชาติของสุราเมรัย ทุกครั้งที่ได้รับเงินค่าจ้าง เป็นต้องรีบแล่นไปยังร้านสุราคล้อยตามธรรมชาติเพื่อรํ่าดื่มสักเล็กน้อยสำหรับสุราชั้นดีมันย่อมไม่มีปัญญาจ่าย ได้แต่ดื่มสุราชั้นรองลงมาเท่านั้นมันไม่ค่อยสนใจฝึกฝีมือนัก จึงติดค้างอยู่ที่ด่านจู้จีขั้นสองมานานกว่าห้าปีแล้ว โดยไม่มีทีท่าว่าจะรุดหน้าสายลมราตรีโชยพัดเข้าปะทะหน้า ฤทธิ์สุราพลุ่งขึ้นอย่างฉับพลันอีกคำรบ มันเคลิบเคลิ้มมึนเมากว่าเดิมทันใดนั้นเอง ปรากฏผู้คนสองคนเดินสวนทางมา พอพบเห็นเถียนเสี่ยวเวย คนทั้งสองร้องทักทายอย่างเป็นกันเอง “พี่เสี่ยวเวย!”เถียนเสี่ยเวยแม้รู้สึกว่าพวกมันไม่ค่อยคุ้นหน้า แต่ยังคงแสร้งเป็นจดจำพวกมันได้ รีบคารวะตอบอย่างมีมารยาท “พวกเจ้าทั้งสองกำลังจะไปที่ใด?”“ตั้งใจจะไปดื่มสุราสักจอก เช่นนี้เป็นไร พี่เสี่ยวเวย พวกเราไปด้วยกัน ไปด้วยกัน!” อีกฝ่ายกระตือรือร้นยิ่ง คนทั้งสองเข้าห้อมล้อมมันทั้งสองฟากข้าง ช่วยประคองแขนคนละข้าง ฉุดลากเถียนเสี่ยวเวยร่วมทางไปด้วยเถียนเสี่ยวเวยทันใดนั้นระมัดระวังตัวขึ้นทันที คิดสลัดหลุดจากคนทั้งสอง แต่แล้วมันค่อยพบอย่างตื่นตระหนก ว่าร่างกายของตนมิอาจกระดิกได้แม้แต่ปลายนิ้ว!มันคิดรํ่าร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่ว่าพยายามดิ้นรนเท่าใดก็มิอาจมีถ้อยคำหลุดออก