จั่วม่อสีหน้าท่าทีไม่หลงเหลือเค้าเคร่งเครียดกังกวลใจอีก มีเพียงความสงบเยือกเย็นเดิมทีมันไม่คิดแทรกแซงข้อพิพาทระหว่างซางเว่ยหมิงกับเยิ่นจิ้ง รอจนมันอดรนทนไม่ไหวกับพฤติการณ์ของเยิ่นจิ้ง จึงได้ตัดสินใจสอดมือ ทว่าอันที่จริงเพียงคิดสั่งสอนดุด่าสตรีโฉมงามแต่เหี้ยมโหดนางนี้สักครา นึกไม่ถึงว่ารอจนสามผู้อาวุโสตระกูลเยิ่นมาถึง สิ่งที่มันพบพานกลับเป็นถ้อยวาจาสุดจะทานทนของเยิ่นจิ้งกับความรักใคร่ถือหางนางอย่างไร้เหตุผลของตาเฒ่าทั้งสาม นี่ทำให้จั่วม่อเห็นได้ชัดเจน ว่าต่อไปจะเกิดเรื่องราวใดขึ้นคิดสะสางความบาดหมางด้วยสันติ จึงเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระนับตั้งแต่ลงจากเขาสุญตา สงครามอาบโลหิตค่อยๆ หล่อหลอมให้จั่วม่อกลายเป็นบุคคลเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เมื่อลงมือแล้วย่อมไม่ลังเลใจ ดังนั้นมันปลิดชีวิตเยิ่นจิ้งด้วยมือตนเอง ในเมื่อทั้งสองฝ่ายชักอาวุธเข้าประหัตถ์ประหาร มันก็จะขุดรากถอนโคนเสียให้สิ้นซาก! ไม่เหลือทิ้งไว้เป็นชนวนเหตุเภทภัยในภายหลัง!ในสายตาของจั่วม่อ นี่ไม่ใช่ความบาดหมางส่วนตัว แต่เป็นสงครามและในสงคราม ไม่ใช่เจ้าตายก็ข้าม้วย! สองฝ่ายเหลือรอดได้เพียงหนึ่ง!ต่อให้พวกมันพ่ายแพ้ตาเฒ่าเหล่านี้ มันก็จะบัญชาให้ค่ายจูเชวี่ยกับค่ายเว่ยกวาดล้างตระกูลเยิ่นอยู่ดี! มันไม่คิดเพาะชนวนเภทภัยไว้เบื้องหลัง พวกมันจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนาน ในความเห็นของจั่วม่อ การหลงเหลือตระกูลอิทธิพลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพวกมันเอาไว้ รอให้ค