ดยตรงอึดใจให้หลัง มันค่อยได้สติคืนมา ก้าวเดินไปยังสนามประลองในคุกขบวนค่ายกลดูภายนอกยังเหมือนเช่นวันก่อน ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ครั้นเมื่อเดินเข้าไปยังบริเวณเวทีประลอง ก็พบเห็นคังเจ๋อ บนขอบเวทีใหญ่โตมหึมา คังเจ๋อนั่งอยู่เพียงลำพัง“ต้าเหริน!” คังเจ๋อหันมาเห็นจั่วม่อ รีบวิ่งเข้ามาอย่างปิติยินดี“อ้อ” จั่วม่อทำเสียงรับคำในลำคอ จากนั้นกวาดตามองรอบๆ ขมวดคิ้วพลางถามว่า“ที่นี่เกิดเรื่องอันใด? หนานเยว่ไปยังที่ใดแล้ว?”“หนานเยว่ออกไปฝึกปรือ พวกเราผลัดเปลี่ยนกันเฝ้ารอต้าเหริน” คังเจ๋อเห็นจั่วม่อสีหน้าไม่ยินดี รีบกล่าวต่อ “ส่วนที่นี่… …ที่นี่… …” ชั่วขณะนี้มันไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบอกเล่า ได้แต่อึกๆ อักๆ“พวกเราพ่ายแพ้แล้วใช่หรือไม่?” จั่วม่อช่วยถามคังเจ๋อกลืนนํ้าลายอย่างฝืดคอ สั่นศีรษะ “ไม่ใช่ขอรับ”“เช่นนั้นผู้คนไฉนไม่มา?” จั่วม่อถามอย่างสงสัยใคร่รู้“ต้าเหริน ท่านจำไม่ได้หรือ?” คังเจ๋อย้อนถามอย่างระมัดระวัง“ข้าจำอะไรไม่ได้เลย” จั่วม่อสั่นศีรษะ “ข้าถึงต้องถามเจ้า วันนั้นที่แท้เกิดอะไรขึ้น?”คังเจ๋อกลืนนํ้าลายเสียงดังกว่าเดิม สายตามันเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน สีหน้าทอแววหวาดหวั่นครั่นคร้าม “วันนั้น… …วันนั้น ต้าเหรินเข่นฆ่าอสูรยี่สิบหกตนอย่างต่อเนื่อง! ผลก็คือ… …ผลคือ…ทุกคน… …อสูรทุกตนที่ลงชื่อ ล้วนหวาดกลัวจนวิ่งหนีไปทั้งหมด!”หวนนึกถึงฉากเหตุการณ์ในวันนั้น คังเจ๋อตัวสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม“เข่นฆ่