ผูเยามองจั่วม่อตาเขม็งโดยไม่กล่าวคำใดจั่วม่อถูกจ้องจนไม่สบายใจอยู่บ้าง ได้แต่ยิ้มกะลิ้มกะเหลี่ย “สังขารปิศาจมหาทิวาหากไม่ฝึกปรือ ไยมิใช่น่าเสียดายไม่น้อย!”หลังจากจ้องเขม็งอยู่นาน จนจั่วม่อคิดว่าผูเยากำลังบันดาลโทสะ ผูเยาพลันกล่าวอย่างกะทันหัน “ให้ข้าลองคิดดู”แม้ว่าผูเยาไม่ได้ให้คำตอบในทันที จั่วม่อยังคงเห็นว่ามีความหวัง รีบออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกไปในบัดดล ด้วยเกรงว่าผูเยาจะเปลี่ยนใจทันทีที่จั่วม่อออกไปจากทะเลแห่งจิตสำนึก เห็นหมอกดำกลุ่มใหญ่พวยพุ่งออกจากป้ายศิลาสุสาน เงาใบหน้าปรากฏขึ้นบนพื้นผิวศิลาผูเยาคล้ายไม่พบเห็นกลุ่มหมอกกับใบหน้านั้น เอาแต่พึมพำกับตัวเอง “ฝึกปรือวิถีอสูรกับมรรคาปิศาจร่วมกัน ความคิดนี้น่าสนใจไม่น้อย”เผ่าอสูรและเผ่าปิศาจแม้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดมากกว่าซิวเจ่อ แต่พวกมันทั้งสองยังไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดฝึกปรือวิถีอสูรกับมรรคาปิศาจไปพร้อมกัน ผูเยานับเป็นอสูรที่รอบรู้แตกฉานตนหนึ่ง อีกทั้งศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัยก็เป็นยอดวิชาสาบสูญที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทว่าสังขารปิศาจมหาทิวาก็หาได้ด้อยกว่ากันไม่ ยังคงเป็นสังขารปิศาจชั้นสูงสุดด้วยเช่นกัน หากจั่วม่อมิได้สำเร็จสังขารปิศาจอันสูงส่งนี้ ผูเยาก็คงไม่ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าเช่นนี้ จั่วม่อในเมื่อสำเร็จยอดวิชาสังขารปิศาจมหาทิวาจะให้โยนทิ้งไปเปล่าๆ ก็น่าเสียดายจริงๆในบรรดาการฝึกปรือทั้งสามวิถี นับวิถีบำเพ็ญเพียรแนวทางอสูรอิสระเสรีแล