อมล้อมเข้าไปอย่างลิงโลดเห็นเช่นนี้ จั่วม่อแย้มยิ้ม แล้วปลีกตัวออกมาจากที่แห่งนั้นเหลยเผิงเฝ้ามองค่ายเว่ยที่อึกทึกครึกครื้นแต่ไกล รำพึงรำพันว่า “กลุ่มของซู่หลงแปลกประหลาดเสีบจริง พวกมันกระทั่งพลังงานภูตทมิฬยังใช้ประโยชน์ได้ ไม่เหมือนพวกเราที่เคราะห์หามยามร้าย ต้องอยู่แต่บนเรือทุกวี่วัน นี่เพียงพอให้ผู้คนอึดอัดจนตาย”บนปลายนิ้วของเหนียนลู่ เห็นดอกบัวกระบี่สีขาวอมฟ้าดอกหนึ่งเบ่งบานแล้วเหี่ยวแห้งโรยรา เจ้าตัวกระทั่งหน้ายังไม่เงยขึ้นมอง เพียงกล่าวว่า “หากเจ้ามีเรี่ยวแรงหลงเหลือพอที่จะบ่น มิสู้ใช้เวลาฝึกปรือเพลงดาบของเจ้าไม่ดีกว่าหรือ”เหลยเผิงพอฟังยิ่งมีสีหน้าหดหู่กว่าเดิม “ฝึกปรือผายลมอันใด! ข้าไม่เหมือนเจ้านี่นา หากข้าฝึกปรือเพลงดาบ เกรงว่าเรือลำนี้คงไม่มีเหลือแล้ว”เพลงกระบี่ของเหนียนสู่ย่อมไม่ขาดกระบวนท่าอันยิบย่อยละเอียดอ่อน แต่เพลงดาบของเหลยเผิงเดินไปในแนวทางโอ่อ่าไพศาล เรียกให้มันฝึกปรือเพลงดาบในเรือขนส่งทาส มิสู้ทำลายเรือตรงๆ เสียเลยจะรวบรัดกว่า หากทว่าให้มันออกจากเรือขนส่งทาส ภายใต้พลังกัดกร่อนของพลังงานภูตทมิฬ นี่ไม่ใช่เพียงอันตรายถึงชีวิต แต่อัตราสิ้นเปลืองพลังปราณยังหนักหนาสาหัสกว่ายามปกติหลายเท่า ขอเพียงร่ายรำเพลงดาบไม่กี่ท่า มันจะสูญสิ้นพลังปราณอย่างรวดเร็วม้าฝานเดินผ่านคนทั้งสองโดยบังเอิญ พอฟังพลันชะงักเท้ากึก จับจ้องเหลยเผิงตาเขม็งทีแรกเหลยเผิงไม่สนใจ แต่หลังจากถูกจ้องอยู่ช