ไปใกล้กว่าเดิมแม้แต่องคุลีเดียว ท้องฟ้าทั้งหมดเงียบสงัดเสมือนตายยิ่งกว่าครั้งไหน“หากคิดบุกโจมตีเข่นฆ่าพวกมัน นี่นับเป็นโอกาสอันดีงาม” กงซุนชาเมื่อลงจากกระบี่ใหญ่เมฆาเขียว นี่เป็นประโยคแรกที่ร้องบอกจั่วม่อจั่วม่อเข้าใจความหมายในวาจาของกงซุนชา ฝ่ายตรงข้ามยามนี้ขวัญกำลังใจตกต่ าถึงขีดสุด หากมันฉวยโอกาสนำซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยบุกโจมตีออกไปอย่างฉับพลัน ซิวเจ่อฝ่ายตรงข้ามที่เต็มอยู่ในอากาศในตอนนี้ เกรงว่าจะหลงเหลือไม่ถึงครึ่งแต่จั่วม่อกลับสั่นศีรษะ กล่าวว่า “เท่านี้ก็พอแล้ว”ดวงตามันหันกลับไปมองค่ายทัพด้านในหุบเขาที่คล้ายกำลังเดือดพล่าน แล้วเริ่มขบคิดใคร่ครวญอันใดมันเพิ่งจะกล่าวจบคำ เห็นหลายคนทะยานร่างออกจากค่าย ขึ้นมาบนยอดเขา“ท่านเจ้าเมือง! ลงมือโจมตีเถอะ! พวกมันกำลังหวาดกลัวเรา!”“ใช่แล้ว! นี่เป็นโอกาสดี!”ผู้คนแย่งกันกล่าววาจาเพื่อกระตุ้นเตือนจั่วม่อ แต่ละคนเป็นผู้นำของกองกำลังต่างๆจั่วม่อแย้มยิ้ม ใบหน้าพลันทอแววเคร่งขรึมจริงจังที่หาได้ยาก “ทุกคน”มันพอกล่าววาจา เสียงเอะอะจอแจของกลุ่มคนก็เงียบลงทันควัน“ก่อนอื่นข้ามีเรื่องที่ต้องบอกพวกท่านเสียก่อน” จั่วม่อกราดสายตาไปตามใบหน้าเหล่านั้น แล้วกล่าวสืบต่อ “เมื่อจบเรื่องนี้ พวกข้าจะออกจากอาณาจักรวารีฟ้า”คนเหล่านี้เป็นชนชั้นผู้นำกองกำลังหนึ่ง ล้วนเป็นบุคคลอันชาญฉลาด บ้างประหลาดใจ บ้างงุนงงระคนเสียดาย แต่พวกมันทั้งหมดล้วนมีสีหน้าครุ่นคิด“แต่พวก