ในห้องท้องเรือสักครู่”จากนั้นรีบเผ่นตัวปลิวไปยังห้องท้องเรือ ราวกับคุณหนูบอบบางผู้ไม่อาจต้านแรงลม จงหยูทำหน้าพิลึก ยื่นมือออกไปอย่างงุนงงสงสัย ลมไม่กระดิกสักนิด!ผ่านไปครึ่งค่อนวันยังไม่มีผู้ใดตอบคำ จั่วม่ออับอายกลายเป็นโทสะ ชี้ไปยังม้าฝานผู้เคราะห์หามยามร้ายกว่าใคร “เจ้านั่นละ พูด!”ม้าฝานรู้สึกสวรรค์รังแกคนดี ข้างหูยังได้ยินเสียงหัวร่อคิกคักของเซี่ยซาน เหลยเผิงกับพวกทั้งหมด มันได้แต่ระงับใจ บินเข้าหาจั่วม่อ “เหล่าป่าน ทางนี้ขอรับ ท่านลองชมดู… …”มันชี้ไปยังบรรดาซิวเจ่อของอาณาจักรวารีฟ้าที่ลอยอยู่กลางอากาศจั่วม่อมองตามที่ม้าฝานชี้บอก เพ่งมองซิวเจ่ออาณาจักรวารีฟ้าที่ตั้งประจันกับพวกมัน เอียงคอขบคิดแวบหนึ่ง พลันกล่าว “พวกมันไม่ยอมปล่อยให้เราเข้าไปหรือ?”ประโยคนี้พอกล่าวออกมา ซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อยทั้งหมดพลันกระชับด้ามอาวุธแนบแน่น สายตาเปลี่ยนเป็นกระหายเลือดในบัดดลชนชั้นเกาเจี้ยนถิงมีโสตประสาทเหนือธรรมดา พวกนางพอได้ยินวาจาของจั่วม่อหัวใจพลันสะท้านเฮือก หากก่อนหน้านี้พวกนางหวาดระแวงจำนวนอันมหาศาลของซิวเจ่ออาณาจักรขุนเขาน้อย ยามนี้พอได้เห็นค่ายกลพิสดารของจั่วม่อ พวกนางยิ่งระมัดระวังกับความเป็นมาของคนผู้นี้การเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณของซิวเจ่อฝ่ายตรงข้ามอยู่ในสายตาของพวกมันทั้งหมด ยิ่งทำให้หัวใจของพวกมันตึงเครียดกว่าเดิมพวกมันทราบดีว่าสถานการณ์ไม่เข้าที แต่หากพวกมันเอ่ยปากหรือแสดงความอ่อนแ