นจะกลายเป็นอสูรปิศาจใช่หรือไม่?” จั่วม่อชี้ก้อนหินพลางถามอย่างตื่นตะลึง
“กลายเป็นอสูร” ผูเยาลำพองใจอย่างเห็นได้ชัด “ก้อนหินนี้หล่อเลี้ยงอสูรไฟอยู่ภายในนั้น แต่ก่อนที่มันจะออกมา ข้าก็ไม่ทราบว่าเป็นอสูรไฟประเภทใด พืชหญ้า ก้อนหิน ดินน้ำ ไฟและโลหะที่มีสติปัญญาจะกลายเป็นอสูร สัตว์ร้ายที่มีสติปัญญาจะกลายเป็นปิศาจยกตัวอย่างเช่น หากเจ้าโยนสัตว์ปราณเข้าไปในสถานที่เช่นมหานครนภาโลหิต ค่อยๆถูกพลังแห่งความสับสนวุ่นวายกัดกร่อน สุดท้ายมันจะกลายเป็นเผ่าปิศาจไป”
จั่วม่อพอฟังเข้าใจ รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง “ที่แท้เป็นแค่อสูรตัวหนึ่ง เช่นนั้นสมควรฆ่าปิศาจพิฆาตอสูรเสียเลยดีหรือไม่?”
ผูเยาใบหน้าเปลี่ยนเป็นดำคล้ำทันที “เจ้าจะฆ่าผู้ใด?”
จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง ค่อยนึกออกว่าคนตรงหน้ามันเป็นอสูรฟั้าตนหนึ่ง รีบหัวร่อกลบเกลื่อน “ฮ่าฮ่า ข้าล้อเล่น ล้อเล่น!” จากนั้นแก้เกี้ยวว่า “ข้าแค่ผิดหวังมากไปหน่อย นึกว่าขุดเจอสมบัติ ที่ไหนได้ กลายเป็นของไร้ประโยชน์ไปเสียได้”
“แล้วใครบอกเจ้าว่ามันไร้ประโยชน์?” ผูเยาเห็นได้ชัดว่าตื่นเต้นอยู่บ้าง “เจ้าแค่ไม่รู้จักว่าอะไรดีไม่ดีเท่านั้น! สมบัติ เฮอะ กระทั่งวางไว้ตรงหน้าเจ้า เจ้ายังไม่ล่วงรู้ ยังจะฝันหาสมบัติใด?”
“เช่นนั้นเจ้าสิ่งนี้ใช้ทำอะไร?”
ผูเยาปิดปากสนิท วางท่าเย่อหยิ่งลำพอง
จั่วม่อไม่หลงกล เรียกกระบี่บินออกมาจากแหวนเล่มหนึ่ง จ่อจี้ใส่หินเคียวไฟ “เฮอะหากข้าไม่สามารถใช้งาน