มปากเผยอารมณ์เบิกบานใจของมันออกมา
จั่วม่อในใจลอบหัวร่อเยาะหยัน อย่างที่คาดไว้จากของโบราณพันปี แต่มันทำทีเป็นค้อมกายน้อยๆ อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ปันรอยยิ้มประจบประแจงบนใบหน้า “ชี้แนะข้าสักนิดได้หรือไม่?”
“อะแฮ่ม” ผูเยาแสร้งกระแอมเบาๆ ก่อนร่ายยาวด้วยเสียงเนิบนาบ “เจ้าไม่เคยเห็นของสิ่งนี้มาก่อนนับว่าไม่น่าอาย มีซิวเจ่อไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยเห็นมัน เจ้าสิ่งนี้เรียกว่าหินเคียวไฟ หลังจากดูดซับแก่นสารของสุริยันจันทรามาเป็นเวลานาน ก็บังเกิดสติปัญญาขึ้น หากไม่เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงในอาณาจักรขุนเขาน้อย หินเคียวไฟชิ้นนี้จะกลายเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งฟั้าดิน ระดับไม่ต่ำกว่าระดับห้า”
“เช่นนั้นตอนนี้เล่า?” จั่วม่อถามอย่างใคร่รู้
“ทุกวันนี้ปราณธรรมชาติในอาณาจักรขุนเขาน้อยสลายไป พลังแห่งความโกลาหลเพิ่มสูงขึ้น แต่ชิ้นส่วนของหินเคียวไฟชิ้นนี้เมื่อมีสติปัญญา มันไม่สามารถดูดซับปราณธรรมชาติได้ จึงหันไปดูดซับพลังแห่งความโกลาหลแทน”
จั่วม่อไม่เข้าใจอยู่บ้าง “พลังแห่งความโกลาหล?”
“ความโกลาหลคือต้นกำเนิดของพลังทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นซิวเจ่อ อสูรหรือปิศาจ ล้วนได้รับพลังงานมาจากความโกลาหล เพียงแต่ทุกคนเดินไปในมรรคาที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์จึงแตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่อสูรปิศาจกระทำคือคล้อยตามความโกลาหล แต่ซิวเจ่อเลือกที่จะย้อนทวน พลังปราณของซิวเจ่อจึงเป็นศัตรูตามธรรมชาติกับพลังแห่งความโกลาหล”
“ความหมายของเจ้าคือมั