” หลิ่วกุ้ยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม หลังจากตอบโต้กันไม่กี่คำ มันตระหนักว่าจะไม่ได้เรื่องราวใดจากจั่วม่อ จึงไม่คิดสนทนาสืบต่อ สีหน้าของเหล่าคนข้างกายมันเคร่งเครียดจริงจัง เห็นได้ว่าไม่ได้อยู่ในอารมณ์จะพูดคุย
ไม่เพียงแค่พวกมันเท่านั้น ทุกผู้คนที่ถูกกวาดต้อนมาล้วนมีสีหน้าวิตกกังวล
จั่วม่อถามเสียงต่ำเบาอย่างกะทันหัน “ไฉนทุกคนเชื่อฟังพวกมัน?” มันไม่เข้าใจจริงๆอีกฝั่ายมีศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างเพียงสามคนเท่านั้น แต่คนทั้งสามสามารถกวาดต้อยฝูงซิวเจ่อมาได้เกือบยี่สิบคน
หลิ่วกุ้ยในใจลอบแตกตื่น ทีแรกมันเห็นคนผู้นี้ซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มด้วยสีหน้าหวาดกลัวแต่ตอนนี้กลับถามไถ่เช่นนี้ ดูไม่คล้ายคนขี้ขลาดแต่อย่างใด มันลอบระมัดระวัง ตอบเสียงราบเรียบว่า “เรายังจะทำอะไรได้? พวกมันมาจากพรรคฟั้ากระจ่าง”
จั่วม่อแย้มยิ้ม ไม่เอ่ยคำใดอีก
สักครู่ให้หลัง หลิ่วกุ้ยยิ่งขบคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่าวาจาของคนผู้นี้ซ่อนความนัยอย่างลึกล้ำเห็นอีกฝั่ายยังไม่คิดเอ่ยปาก มันอดรนทนไม่ได้ ลดเสียงกล่าวถามแผ่วเบา “พี่หวังมีหนทางใด?”
จั่วม่อเหลือบมองแวบหนึ่ง กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าจะไปมีหนทางใดได้?”
หลิ่วกุ้ยยิ่งรู้สึกว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ลึกล้ำสุดหยั่งคาด ก่อนหน้านี้ยังดูอ่อนแอขลาดเขลา แต่เวลานี้กลับสงบเยือกเย็นจนแทบเป็นอำมหิต ไม่มีทีท่าวิตกกังวลแม้แต่น้อย หลิ่วกุ้ยพบพานผู้คนมาไม่น้อย มันเชื่อในสายตาของตน ท่วงท่าสภาวะของบุรุษหนุ่มตรงหน้านี้ไม่ใ