อยู่บ้าง เจตนาสังหารแผ่ซ่านออกมา “เกอไม่มีเวลาจะมารอเจ้า!”
อีกฝั่ายสะท้านขึ้นทั้งร่าง ตื่นจากความสับสนงุนงงทันที กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ “ต้าเหรินเชิญถาม! เชิญถาม!”
“เมื่อไม่นานมานี้เจ้าเคยเห็นเงาสีเทาบ้างหรือไม่? เงาสีเทาที่เร็วมาก!” จั่วม่อจ้องเขม็งไปยังดวงตาของศิษย์ฟั้ากระจ่าง
“เงาสีเทา? เงาสีเทาอันใด?” ในดวงตาของศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างยังคงมีแต่ความสับสนงุนงง
จั่วม่อใจดิ่งวูบ มันจ้องมองดวงตาของอีกฝั่ายตลอดเวลา ทราบว่าคนผู้นี้มิได้กล่าวเท็จเช่นนั้นสี่คนนั้นหลอกลวงมันหรือ? ความสงสัยพลุ่งขึ้นในใจ ปากกล่าวอย่างเย็นชา“ก่อนหน้านี้ข้าพบคนกลุ่มหนึ่ง มีสี่คน พวกมันบอกว่าเห็นเงาสีเทาตรงมายังทิศทางนี้”
“ข้าไม่เห็นจริงๆ… …” ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างพึมพำ จากนั้นเบิกตาโพลง ร้องว่า “สี่คน?ใช่มีสตรีผู้หนึ่งหรือไม่?”
“มิผิด!” จั่วม่อพอเห็นสีหน้าอีกฝั่ายก็ทราบว่ามันถูกหลอกแล้วจริงๆ
“มารดามันเถอะ! หลิ่วตงหัว เจ้าเดรัจฉาน! กล้าลงมือกับนายน้อยผู้นี้!” ศิษย์พรรคฟั้ากระจ่างแช่งชักหักกระดูกอย่างเมามัน แต่พอเห็นสายตาเย็นเยียบของจั่วม่อ รีบอธิบายว่า “ต้าเหริน ท่านถูกพวกมันหลอกแล้ว! สี่คนนี้เป็นศิษย์สำนักเดียวกันกับข้า พวกมันตั้งใจหลอกลวงท่านไปก่อกวนเรื่องดีงามของพวกเรา… …”
กล่าวถึงตรงนี้ มันคล้ายเพิ่งรู้สึกตัว หุบปากอย่างฉับพลัน
“เรื่องดีงาม? เรื่องดีงามอันใด?” จั่วม่อหรี่ตา
“ไม่…ไม่มีใด …เพียงแค่…เพียงแค่ศิษย์พี