เภทนี้”จั่วม่อพอฟังก็ไม่สลดหดหู่อีก ที่จริงบรรลุด่านสองขุนเขาโดยไม่คาดฝัน มันก็พึงพอใจมากแล้วผูเยากล่าวด้วยสุ้มเสียงต่ำลึก “เรื่องอภิญญายังไม่จำเป็นต้องกังวล แต่เรื่องทักษะปิศาจ ปกติในภพเซียนของพวกเจ้าคิดหาทักษะปิศาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในกองกำลังของเจ้ามิใช่ว่ามีนักบวชเซนอยู่ผู้หนึ่งหรอกหรือ? เจ้าสามารถใช้เคล็ดวิชาหมัดของมันไปก่อนส่วนในด้านศาสตร์อสูร เคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิดกับมหาหัตถ์พันใบและหัตถ์พันใบน้อยมากพอสำหรับเจ้า ที่ย่ำแย่ที่สุดในเวลานี้คือเคล็ดวิชาฝึกปรือพลังปราณท้ายที่สุดแล้วเคล็ดบำเพ็ญสูดปราณก่อนกำเนิดก็ยังคงเป็นเคล็ดวิชาฝึกปรือจิตสำนึก เราจำเป็นต้องเสาะหาเคล็ดฝึกปรือพลังปราณของเจ้าใหม่”จั่วม่อปากอ้าตาค้าง ตะลึงลานกับความเมตตากรุณาของผูเยา ผูเยาห่วงกังวลกับมันถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?ผูเยาจมลงไปในห้วงความคิดของมัน ราวกับว่าจั่วม่อไม่มีตัวตนอยู่ตรงนี้จั่วม่อเห็นเช่นนั้น ก็หันกลับไปยุ่งกับงานของมันอย่างรู้ความ แต่ถ้อยคำของผูเยายังคงตรึงแน่นอยู่ในจิตใจมันอย่างชัดเจน
จงหยูเมื่อได้ยินว่าเถ้าแก่เรียกหามัน อดงุนงงไม่ได้ กล่าวตามความสัตย์ แม้ว่ามันจะเป็นนักบวชเซนเพียงผู้เดียวในกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้มีคุณสมบัติโดดเด่นสะดุดตาอันใด พลังฝีมือของมันเรียกได้ว่าอยู่ในระดับกลางๆ เท่านั้น สิ่งเดียวที่มันมีฝีมืออยู่บ้างคือการปั้องกัน ในกลุ่มเซียนกระบี่ที่เหมือนไม่รู้จักการปั้องกัน นัก