มต่อสามองครักษ์เกราะทองแล้ว พวกมันยังเข้าใจกระจ่าง หากศัตรูร้ายกาจจริงๆ ค่ายกลขบวนใหญ่บนเกาะก็จะเป็นเครื่องปั้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกมันเมื่อไม่มีบ่อฟูมฟักสัตว์ร้าย ฉุนอวี๋เฉิงก็ว่างงานพอๆ กับกงซุนชาสมัยก่อน ใบหน้ามันเต็มไปด้วยความวิตกกังวล”บนเกาะมีซิวเจ่อมากกว่าหกร้อยคน ทั้งยังมีชนชั้นหนิงม่ายมากกว่ายี่สิบคน ศิษย์พี่ยังปิดด่านฝึกตนอยู่เลย หากมีอะไรเกิดขึ้น เกรงว่าจะไม่ดีแล้ว…”“กลัวอันใดเล่า?” กงซุนชาแย้งอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นลดเสียงกล่าวอย่างไร้หัวจิตหัวใจ”หากเห็นท่าไม่ดี เราก็แค่หลบหนีไปเท่านั้น”“หนีไปยังที่ใด! เจ้าบอกมา กลุ่มคนที่อยู่ในแม่น้ำอาณาจักรเสียสติกันไปแล้วหรือไร?พวกมันฆ่าทุกคนที่พบเห็น! ช่างไม่เกรงกลัวกฎหมายกันเสียบ้างเลย!” ฉุนอวี๋เฉิงเดือดดาลในนามของความยุติธรรมกงซุนชาหยอกล้อกับผีเสื้อสีเทา กล่าวอย่างเกียจคร้านว่า“สวรรค์เท่านั้นที่รู้ คาดว่าคงเป็นกลุ่มคนเสียสติที่คิดอะไรไม่ออกกระมัง”ทันใดนั้น ฝูงชนบนเกาะพลันแตกตื่นฮือฮา ทั้งคู่หยุดโต้เถียงกันอย่างฉับพลัน รีบลุกขึ้นยืนในท้องนภาห่างไกลออกไป ปรากฎกลุ่มจุดสีดำมากมายนับไม่ถ้วนฉุนอวี๋เฉิงสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ ใบหน้าซีดเผือด ชี้ไปยังกลุ่มจุดดำบนท้องฟั้า กล่าวเสียงสั่นสะท้าน”นั่น…นั่นมันอะไรกัน?”กงซุนชาก็นิ่งอึ้งอยู่กับที่ สีหน้าตื่นตะลึง
เหล่าจุดสีดำหนาแน่นแออัดบินตรงมายังเกาะแมกไม้รกร้างด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก